อยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ลูกไม่อยากเป็นหมอ ทำอย่างไร ?

CategoriesarticlesTagged , , ,

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ บ้านอยากให้ลูกเป็นหมอ เพราะสำหรับสังคมไทยแล้วหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติ รายได้ดี ได้ช่วยชีวิตคน เลยอยากให้ลูกเป็นหมอ และหลาย ๆ บ้านก็จะเจอปัญหาคล้าย ๆ กันคือจริง ๆ แล้วลูกไม่ได้อยากเป็นหมอเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่อยากให้เป็น หรือดูแล้วไม่มีแววในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นเลยว่าลูกจะเป็นหมอได้ คำถามคือแล้วแบบนี้จะทำอย่าไงไรดี ?

อยากให้ลูกเป็นหมอ ต้องรู้ก่อนว่าคนจะเป็นหมอต้องเป็นอย่างไร

เรามายกตัวอย่างกันด้วย การรับเด็ก ๆ เข้าไปเรียนต่อใน Medical School ของประเทศอังกฤษกันนะครับ จากในบทความหลาย ๆ ตอนที่ผ่านมาที่เคยกล่าวไปแล้ว ประเทศอังกฤษให้ความสำคัญกับเรื่องของความ Born to be มาก ๆ เพราะฉะนั้นเด็กที่เรียนเก่งเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถเข้าไปเรียนหมอได้ แต่ยังต้องสามารถแสดงความ Born to be ให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นได้ด้วย ซึ่งความ Born to be ที่ว่านั้น สามารถแสดงได้จาก 4 ข้อดังต่อไปนี้

ข้อแรก Personal Statement

เด็ก ๆ จะต้องเขียน Personal Statement ความยาวไม่เกิน 4,000 ตัวอักษร เพื่อแสดงให้มหาวิทยาลัยเห็นได้ว่า ตัวเองมี skills ที่เหมาะกับการเป็นหมออย่างไรบ้าง ซึ่งต้องเล่าผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ไปทำมา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงาน การดูงาน การอ่านหนังสือ การค้นคว้าวิจัย การทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งแค่ด่านแรกนี้ คนที่ไม่ได้ Born to be ที่จะเป็นหมอจริง ๆ เขาแทบจะเขียนไม่ได้เลยครับ เพราะคนที่ไม่ใช่เขาจะไม่เคยทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา skills เพื่อจะไปเป็นหมอเลย หรือถ้าเคยทำก็จะทำแบบฝืน ๆ และไม่สามารถเอามาเล่าให้มหาวิทยาลัยเชื่อได้ เพราะแม้แต่ตัวเองยังไม่เชื่อเลยครับ

ข้อที่สอง Reference

เด็ก ๆ จะต้องขอ Reference 1 ฉบับจากอาจารย์ที่โรงเรียน ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยแรกเราต้องอยู่ในโรงเรียนที่ดีพอที่จะสามารถเขียน Reference ให้เราได้อย่างถูกต้องและแสดง skills ที่สำคัญของเราออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ต่อให้อาจารย์เก่งหรือดีแค่ไหน เขาก็จะไม่สามารถเขียน Reference ที่ดีเพื่อ support การสมัครเรียนหมอของเราได้ ถ้าตัวเรามันไม่ใช่จริง ๆ เพราะถ้าตัวเรามันไม่ใช่ อาจารย์ก็จะไม่เห็น เมื่อไม่เห็น ก็ไม่รู้จะเขียนออกมาอย่างไร

ข้อที่สาม ข้อสอบ BMAT หรือ UCAT (ชื่อเดิม UKCAT)

เด็ก ๆ ทุกคนที่จะสมัครเข้าเรียนหมอที่อังกฤษ จะต้องสอบข้อสอบที่เรียกว่า BMAT หรือ UCAT ขึ้นกับว่าเลือกมหาวิทยาลัยไหน ซึ่งข้อสอบทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกออกแบบเพื่อใช้คัดกรองคนที่ไม่ใช่ออกไป ด้วยการวัดกันที่ skills เป็นหลักว่าผู้สมัครมี skills เพียงพอที่จะเป็นหมอได้หรือไม่ ซึ่งมีทั้ง skills การแก้ปัญหา การตัดสินใจ จรรยาบรรณ และอื่น ๆ อีกมาก ข้อสอบ BMAT และ UCAT นี้ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยการเรียนพิเศษหรือติวเพิ่ม แน่นอนว่าการฝึกฝนจะทำให้เด็ก ๆ ทำข้อสอบได้ดีขึ้น แต่หากตัวตนไม่ใช่ตั้งแต่ต้นเสียแล้ว ฝึกไปก็แทบไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย

ข้อที่สี่ การ Interview

เด็ก ๆ ทุกคนที่จะสมัครเข้าไปเรียนหมอที่อังกฤษ จะต้องผ่านการ Interview ซึ่งมีทั้งแบบ Panel Interview ปกติ และแบบ Multiple Mini Interview หรือ MMI ซึ่งทั้ง 2 แบบจะมีวัตถุประสงค์หลักในการทดสอบ skills ต่าง ๆ ของเด็ก ๆ กัน เป็นด่านสุดท้ายเพื่อทดสอบว่าคุณมี skills และคุณสมบัติของความเป็นหมอมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MMI นั้นเป็นการ Interview แบบแบ่งเป็นฐานย่อย ๆ แต่ละฐานจะมีนักจิตวิทยาและอาจารย์หมอที่มีประสบการณ์มาเป็นคนดำเนินการเพื่อวัด skills ที่แตกต่างกันไปในแต่ละด้านของการเป็นหมอ ด่านนี้เป็นด่านที่ถือว่าโหดที่สุด และคล้าย ๆ กับการทำข้อสอบ BMAT และ UCAT คือไม่สามารถเอาชนะได้แค่ด้วยการฝึกฝน หรือท่องจำคำตอบที่ควรจะตอบตอน Interview เข้าไป เพราะคนที่มาคัดเลือกเราเขามีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่า คุณ Born to be จริง ๆ หรือไม่

เมื่อ 4 ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้น ถ้าเด็ก ๆ มีคุณสมบัติ และ skills เพียงพอที่จะเป็นหมอได้ มหาวิทยาลัยก็จะเรียกเกรดที่เด็กต้องทำได้ตอนจบ ซึ่งส่วนมากจะเรียกไม่สูงเลย เช่น ต้องการ A แค่ 3 ตัวจากการเรียน A-level หรือต่ำกว่านั้นในหลาย ๆ กรณี เมื่อเทียบกับสาขาอื่น ๆ อย่าง Engineering หรือ Pure Scientist กลับต้องการ A* ตั้งหลายตัว ซึ่งถือว่ายากกว่าเกรดที่เรียกในการเรียนต่อหมอมาก ๆ

นั่นหมายความว่า ประเทศอังกฤษให้ความสำคัญกับความ Born to be เป็นหลัก เรียนเก่งอย่างเดียวยังไงก็ไปไม่รอดครับ

แต่ประเทศด้อยพัฒนา คิดในทางตรงข้าม

ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศอังกฤษ เขาคัดคนในสาขาหมอและสาขาวิชาใด ๆ ก็ตามด้วย skills และความ Born to be แต่ในประเทศที่ด้อยพัฒนานั้น เขาคัดคนเข้าไปเป็นหมอด้วยเกรดเป็นหลัก ใครสอบได้คะแนนสูง ๆ ก็สามารถเข้าไปเรียนหมอได้ง่าย ๆ โดยไม่สนใจว่าคุณจะ Born to be หรือไม่ เข้าไปเรียนแล้วจะรอดหรือไม่ จบออกมาแล้วจะเป็นหมอได้หรือไม่ เขาไม่ได้สนใจตรงนั้นเลย เรียนไม่ได้ก็เรื่องของคุณ รอดไม่รอดก็เรื่องของคุณ จบออกมาแล้วจะเป็นยังไงก็เรื่องของคุณ

ลองไปสังเกตดี ๆ นะครับ ในประเทศด้อยพัฒนา เวลารับคนเข้าไปเป็นหมอ เขาอาจจะตั้งเกณฑ์บางอย่างไว้มากมาย ดูเกรด ดูคะแนน BMAT มีการสัมภาษณ์ แต่ปรากฎว่าในเนื้อใน ได้คะแนน BMAT แค่นิดหน่อยก็เข้าได้ สัมภาษณ์พอเป็นพิธีก็เข้าได้ ขอแค่เกรดสวย ๆ สูง ๆ ก็พอ อันนี้อันตรายมาก ๆ เพราะนั่นแปลว่าเขาไม่ได้คัดกรองเลยว่าคนที่เข้าไปเรียนนั้น Born to be หมอจริง ๆ ไหม

สุดท้าย ถ้าลูกของคุณพ่อคุณไม่ใช่ เขารับเข้าไป เพื่อเอาลูกเราไปลอยแพนะครับ

แล้วตกลง อยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ลูกไม่อยากเป็นหมอหรือไม่ได้ Born to be หมอต้องทำอย่างไร ?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านที่ยังอยากให้ลูกเป็นหมออยู่ดี แม้ลูกจะไม่ใช่ ก็อาจจะเริ่มเห็นภาพว่า งั้นอย่าส่งลูกไปเรียนหมอในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษเลย ให้ลูกเรียนในประเทศที่รับง่าย ๆ เข้าง่าย ๆ หน่อยดีกว่า อย่างน้อยลูกก็ได้เป็นหมอ ถ้ายังคิดอย่างนี้อยู่ ลองอ่านทบทวนอีกสักนิดนะครับว่า ตั้งแต่ต้นที่เขียนมา เรายังสมควรให้ลูกฝืนไปเรียนหมอ ไปเป็นหมอ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้อยากเป็นไปไหม … ถ้าผิดพลาด มันคือทั้งชีวิตของเขาเลยนะครับ

จริง ๆ แล้ว คำตอบที่ชัดที่สุดของคำถามที่ว่า อยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ลูกไม่อยากเป็นหมอหรือไม่ได้ Born to be หมอต้องทำอย่างไร ก็คือคำตอบที่ว่า ทำใจ และ ยอมรับครับ

ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ช่วยเขาหา ช่วยกระตุ้นเขาให้หาให้เจอว่าสิ่งที่เขาเป็นจริง ๆ อะไร แล้วสนับสนุนเขาให้ทำเต็มที่สุด ๆ ในสิ่งที่เขาเป็นไปเลย เพราะทุกคนประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหนก็ตาม

สมมติลูกของเรา เขาชอบทางด้าน Science ชอบพวก Chemistry และ Biology มันก็ไม่ได้แปลว่าเขาต้องเป็นหมอเสมอไป ในประเทศที่เจริญแล้ว คนที่ชอบอะไรแบบนี้เขาไปเรียน Science กัน เพื่อไปทำวิจัย ไปพัฒนาสร้างสรรค์ know how ใหม่ ๆ เพื่อเอามาใช้ในวงการที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น คิดค้นยาใหม่ ๆ อาหารใหม่ ๆ วิธีการรักษาใหม่ ๆ เครื่องมือแพทย์ใหม่ ๆ แล้วเอาตรงนี้มาให้หมอใช้งานอีกที นี่ครับเก่งและชอบ Chemistry Biology แต่ไม่ได้อยากเป็นหมอ ก็สามารถไปเรียนอะไรที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์กับโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขและไม่ฝืนด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าลูกไม่ได้อยากเป็นหมอ หรือ ไม่ได้ Born to be หมอ ก็ไปสนับสนุนในสิ่งที่เขาเป็นครับ ลูก Born to be อะไรก็สนับสนุนในทางที่เขา Born to be แบบนั้น เพราะเมื่อไรที่เขาทำในสิ่งที่เขามีความสุขและเป็นตัวเขาจริง ๆ เขาจะพัฒนา skills ที่จำเป็นกับชีวิตนี้ได้อย่างมากมาย เขาจะประสบความสำเร็จได้อย่างสูงสุด และเป็นประโยชน์กับโลกใบนี้ได้เป็นอย่างมาก และนั่นแหละครับ คือสิ่งที่เราทุกคนต้องการและควรจะเป็นจริง ๆ

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply