A-level ต่างจาก IGCSE อย่างไร : สิ่งที่คนเพิ่งจบ Year 11 ต้องรู้

CategoriesarticlesTagged , , , ,

แม้จำนวนวิชาที่ต้องเรียนจะลดลง แต่ความท้าทายกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับ A-level เมื่อเทียบกับ IGCSE

ในทุก ๆ ปี จะต้องมีเรื่องราวให้เราประหลาดใจ เมื่อได้รับรู้ว่า เด็กหลาย ๆ คนมีผลการเรียนที่ตกต่ำลงอย่างมากในระดับ A-level แม้จะเป็นแค่เทอมแรก ทั้ง ๆ ที่มีผลงานที่ดีเยี่ยมมาตลอดก่อนหน้านั้น บางคนอยู่ในระดับที่ได้เกรด A* หรือ เกรด 8-9 มากกว่า 6 วิชาเสียด้วยซ้ำ

เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ๆ เหล่านั้น หรือมีบางอย่างที่ทำให้ A-level ต่างจาก IGCSE โดยสิ้นเชิง

สัดส่วนของ Teaching ที่ลดลง และ Self-Study ที่มากขึ้น

ในระดับ IGCSE นั้น สัดส่วนของ Teaching คือคุณครูเป็นผู้สอน จะสูงกว่าการ Self-study หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองหลายเท่า (ประมาณ 80% ต่อ 20%) เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ในห้องเรียน แล้วต่อด้วยการทำการบ้าน การทำ Past Papers ในระดับที่เหมาะสม ก็จะทำให้เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้ไม่ยาก

แต่ในระดับ A-level นั้นในปีแรกสัดส่วนของ Teaching ลดลงเหลือแค่ประมาณครึ่งเดียว ทำให้อย่างน้อยเด็ก ๆ ต้อง Self-Study เองอีกครึ่งหนึ่ง ในโรงเรียนอันดับต้น ๆ ของประเทศอังกฤษนั้น นักเรียนจะต้องอ่านหนังสือมาล่วงหน้า แล้วในชั้นเรียนคุณครูจะสรุปแค่ใจความสำคัญ ก่อนที่จะหัดทำโจทย์ปัญหา หรือ Past Papers กัน เป็นการแบ่งหน้าที่กันครึ่ง ๆ อย่างชัดเจน ซึ่งการฝึกเด็ก ๆ แบบนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เด็ก ๆ เข้าใจเนื้อหาได้อย่างแท้จริง และสามารถทำข้อสอบจริง ๆ ได้

ในขณะที่ถ้าโรงเรียนไหน เน้นให้คุณครูสอนเป็นหลัก แล้วเด็ก ๆ ก็มีหน้าที่รับผิดชอบเท่าเดิม คือแค่ตั้งใจเรียน แค่ทำการบ้าน แค่ทำ Past Papers แต่เรียนรู้ด้วยตนเองไม่มากพอ ความแม่นยำในเนื้อหาจะไม่เกิดอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ขาดประสบการณ์ และทำให้เกิดปัญหาในการทำข้อสอบ ตามมาด้วยเกรดที่ไม่ดีทั้ง ๆ ที่ก็ตั้งใจเรียนไม่ได้ต่างจากตอน IGCSE เลย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำสม่ำเสมอในการเรียน A-level คือการศึกษาสิ่งที่จะเรียนล่วงหน้า และเรียนรู้เพิ่มเติมให้มากที่สุดในวิชานั้น ๆ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คาดหวังว่าควรจะต้องเกิดขึ้น เพราะเขาเปิดโอกาสให้เราเลือกเรียนแค่วิชาที่เราชอบที่สุดเพียงแค่ 3 – 4 วิชาแล้วเท่านั้น

และถ้าจะสร้างนิสัยในการ Self-Study ก็ต้องสร้างแต่เนิ่น ๆ และทำให้คุ้นชิน เพราะเมื่อขึ้นปีที่สองของ A-level สัดส่วนของ Teaching จะลดลงเหลือต่ำกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ได้ตั้งแต่ปีแรก ปีที่สองก็จะล้มเหลวอย่างแน่นอน

เนื้อหาที่เยอะขึ้นทุกปี ๆ

แน่นอนว่าเนื้อหาของ A-level นั้น ย่อมที่จะยากและเยอะกว่า IGCSE เพราะฉะนั้น การฝืนเลือกเรียนในวิชาที่ไม่ใช่ตัวเราเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น เนื้อหาเยอะขึ้น เนื้อหายากขึ้น แถมหน้าที่ในการ Self-Study ก็มากขึ้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่การเรียนในสิ่งที่ตัวเองรักและสนุกกับมันจริง ๆ

และถ้าหากคิดว่า อาจจะพอถูไถเอาตัวรอดในปีแรกได้ ก็หน้าจะรอดไปในปีที่สองได้เช่นกัน ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะเนื้อหาของ A-level ปีแรกและปีที่สองนั้น ไม่ได้แบ่งเท่า ๆ กัน เนื้อหา A-level ในปีที่สองนั้น คิดเป็นประมาณ 1.5 เท่าของปีแรก นี่เป็นอีกความจริงที่จะช่วยย้ำเตือนว่า อย่าได้ฝืนเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราเด็ดขาด

จะทำสำเร็จได้ ต้องเลือกสิ่งที่รัก รู้หน้าที่ว่าต้อง Self-Study มากแค่ไหนอย่างไร และเตรียมใจไว้ล่วงหน้า เท่านั้นจริง ๆ

เรียนหนักไม่พอ การสมัคร University ก็ต้องทำไปพร้อม ๆ กัน

ไม่ใช่แค่หน้าที่ของการ Self-Study ที่มากขึ้นพร้อม ๆ กับเนื้อหาที่เพิ่มมากขึ้น แต่การสมัคร University ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำพร้อม ๆ กันไปตั้งแต่เริ่ม A-level เลยทีเดียว ในโรงเรียนอันดับต้น ๆ ของอังกฤษ ตั้งแต่เปิดเทอม A-level ปีแรกนั้น งานที่เกี่ยวข้องกับการทำ UCAS Application ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มเขียน Personal Statement การฝึกงาน การทำ Project การอ่านหนังสือนอกเวลา การประกวดแข่งขันต่าง ๆ จะถูกใส่เข้าไปในตารางกิจกรรมของการเรียนอยู่เสมอ ๆ ทำให้เด็ก ๆ ต้องโฟกัสทั้งเรื่องการเรียนและการเตรียมตัวสำหรับการสมัคร University ไปพร้อม ๆ กัน

ในโรงเรียนที่อาจไม่ได้เน้นเรื่องพวกนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ก็จะเอาเวลาไปใช้กับการเรียนทั้งหมด สุดท้ายพอเวลาจวนตัวเข้ามา ก็จะเจอเหตุการณ์บีบบังคับ เช่น การต้องรีบเขียน Personal Statement การยังไม่ได้ที่ฝึกงาน การมีกิจกรรมต่าง ๆ ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการสมัคร University และเมื่อต้องรีบ มันก็จะตามมาซึ่งผลลัพธ์ที่ด้อยคุณภาพ สุดท้ายก็พลาดโอกาสในการได้ University ดี ๆ มีเด็ก ๆ จำนวนมากที่เมื่อมาถึงจุดนี้ จะขาดกำลังใจในการเรียน ปล่อยปละละเลย และทุกอย่างจากที่แย่อยู่แล้ว ก็จะแย่ลงไปอีกมาก ๆ แทนที่จะยังพอรักษาเกรดไว้ได้เพื่อให้ได้ University ที่ยังพอใช้ได้ กลับกลายเป็นได้ University ที่ไม่อยากได้ หรือโดนบังคับให้เปลี่ยนคอร์ส หรือแม้กระทั่งต้องตัดสินใจ Gap Year เพื่อพักจากปัญหาที่สะสมเป็นการชั่วคราว

เพราะฉะนั้น คำแนะนำคือ ให้ตั้งหลักให้ดี จัดการเรื่องเรียนอย่างเข้าใจ และจัดสรรเวลามาเตรียมตัวสำหรับการสมัคร University สิ่งเหล่านี้จะไม่ยากเกินไป ถ้าทั้งหมดที่ทำอยู่คือสิ่งที่รักที่ชอบจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าสาขาวิชาที่จะสมัครเรียนนั้น เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำจริง ๆ ในอนาคต เผลอ ๆ มันจะกลายเป็นว่ายิ่งเตรียมตัวยิ่งรู้สึกสนุก และเป็นแรงผลักดันให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

สรุปแล้ว A-level ต่างจาก IGCSE มากกว่าแค่เรื่องของจำนวนวิชาที่ลดลง เพราะมันทั้งเยอะขึ้น ยากขึ้น และมีสิ่งที่ต้องทำมากขึ้น แต่ถ้ามองในแง่ดี นี่คือ 2 ปีที่เราจะได้โฟกัสกับสิ่งที่เรารักจริง ๆ และการฝึกฝนตัวเองอันแสนทรหดใน 2 ปีนี้ จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เราได้เป็นอย่างดี สำหรับชีวิตในระดับ University และชีวิตหลังจากนั้นครับ

เตรียมตัวให้พร้อม ลงมือทำให้เต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply