เคยมีนักเรียนมาปรึกษาก่อนเริ่มวางแผนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ คำถามแรกที่เจอก็คือ “จะเรียนอะไรดี?” แต่คำถามที่งงยิ่งกว่านั้นคือ “จะเลือกเรียนแบบ taught หรือ research?” คำถามนี้ทำให้ต้องหยุดคิดเลยค่ะ เพราะตอนเรียนมหาวิทยาลัยในไทย เราแทบไม่เคยต้องเลือกว่าหลักสูตรจะเป็นแบบไหน เราเรียนตามที่เขาจัดไว้ให้หมด แต่พอมาเจอระบบของอังกฤษ จึงต้องทำการบ้านแบบจริงจัง
หลายคนอาจเคยได้ยินแค่ชื่อหลักสูตร เช่น MA, MSc หรือ MRes แต่ไม่รู้ว่าความต่างมันอยู่ที่ “วิธีการเรียน” ค่ะ ไม่ใช่แค่สาขา ตัวตนของหลักสูตรมันต่างกันโดยสิ้นเชิง และความต่างนี้ก็สามารถกำหนดอนาคตของเราได้เลยว่า เราจะเหมาะกับการทำงานสายวิจัย เรียนต่อปริญญาเอก หรือเข้าสู่งานสายอาชีพที่ต้องการทักษะแบบมืออาชีพ
Taught Master’s เป็นหลักสูตรที่หลายๆ คนเลือก เพราะมันมีโครงสร้างชัดเจน คล้ายกับการเรียนปริญญาตรีค่ะ มีคลาสเรียน มีการบ้าน มีงานกลุ่ม มีสอบ และสุดท้ายก็มี dissertation ความยาวประมาณ 10,000-15,000 คำ หลักสูตรนี้เหมาะมากกับคนที่ต้องการ “อัปสกิล” ในสายงานของตัวเอง หรืออยากเปลี่ยนสายและต้องการความรู้ใหม่อย่างเร่งด่วนค่ะ เพราะใช้เวลาแค่ 1 ปี แต่แน่นไปด้วยเนื้อหา เหมือนย่อปริญญาโทให้จบใน 12 เดือนจริงๆ
Research Master’s กลับกันค่ะ มันไม่เหมาะกับคนที่รอให้อาจารย์ป้อนความรู้ให้เลย เพราะหลักสูตรแบบนี้คือการฝึกให้เราคิดอย่างนักวิจัย ตั้งคำถามเอง หาทฤษฎีเอง ลงสนามเอง และเขียนงานวิจัยจริงจัง ความยาวหลายหมื่นคำ บางคนที่ไม่ได้ชอบการเขียนหรือการอยู่กับตัวเองเยอะๆ อาจจะรู้สึกเครียดไปเลยก็ได้ค่ะ แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบขุดลึกกับประเด็นเดียว และมีแพสชันกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมากๆ Research Master’s อาจจะเปิดประตูสู่การเรียนต่อปริญญาเอก หรือการทำงานในสถาบันวิจัยระดับนานาชาติได้เลย
เคยได้ยินเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “อย่าเลือกหลักสูตรแค่เพราะมันดูฉลาดหรือดูเท่ แต่ให้เลือกเพราะมันเหมาะกับการเรียนรู้ของเรา” ซึ่งฟังดูเรียบง่ายแต่จริงมากค่ะ เพราะเคยมีคนที่เลือกเรียน Research Master’s เพราะอยากได้ภาพลักษณ์ดูดี สุดท้ายเครียดจนลาออก เพราะเขาไม่ชอบการทำงานคนเดียว และไม่ถนัดการวางแผนงานระยะยาวด้วยตัวเอง
อีกประเด็นที่สำคัญมากคือ ทุนการศึกษา ค่ะ บางทุนจะกำหนดเลยว่าให้เฉพาะ Taught Master’s เท่านั้น อย่าง Chevening แต่บางทุน เช่น ทุนวิจัยของมหาวิทยาลัย หรือทุนจากองค์กรวิชาการ อาจให้เฉพาะ Research Master’s การรู้รูปแบบของหลักสูตรจึงเป็นการวางแผนในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย
สุดท้ายแล้ว เราแค่อยากบอกว่า ไม่ว่าจะเรียนแบบไหน คุณจะได้เรียนรู้มหาศาลแน่นอนค่ะ เพียงแต่ให้รู้ตัวเองก่อนว่าเราชอบเรียนรู้แบบไหน ทนแรงกดดันแบบไหนได้บ้าง และอนาคตที่เรามองเห็น มันต้องการอะไรจากเราจริงๆ
เพราะการเรียนโทในอังกฤษ มันไม่ใช่แค่การไปเรียนค่ะ แต่มันคือการเลือก “วิธีคิด” ที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิตเลยต่างหาก
