การตัดสินใจเรียนต่อในอังกฤษ นอกจากจะต้องเลือกสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเข้าใจประเภทของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในประเทศนี้ค่ะ เพราะแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะตัว ตั้งแต่เรื่องประวัติศาสตร์ ระบบการเรียนการสอน ไปจนถึงโอกาสทางอาชีพที่จะตามมาในอนาคต
บทความนี้จะช่วยสรุปภาพรวมของมหาวิทยาลัยในอังกฤษเป็นกลุ่มหลักๆ ที่นักศึกษาควรรู้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับเป้าหมายการเรียนของตัวเองมากที่สุด
1. Ancient Universities (มหาวิทยาลัยเก่าแก่)
มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ ตั้งแต่ก่อนปี 1800 เช่น Oxford, Cambridge, Edinburgh และ St Andrews ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีธรรมเนียมประเพณีทางวิชาการที่ยาวนาน มหาวิทยาลัยเหล่านี้มักมีระบบวิทยาลัยย่อย (collegiate system) ที่เน้นการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวและการวิจัยอย่างลึกซึ้ง
2. Red Brick Universities (มหาวิทยาลัยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม)
Red Brick Universities ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 เพื่อรองรับความต้องการทางด้านการศึกษาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้มีจุดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และสาขาที่เน้นการปฏิบัติ เช่น University of Birmingham, Manchester, Leeds, Sheffield และ Bristol ที่มีสถาปัตยกรรมอิฐแดงเป็นเอกลักษณ์
3. Plate Glass Universities (มหาวิทยาลัยยุค 1960)
ในทศวรรษ 1960 รัฐบาลอังกฤษได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยใหม่หลายแห่งเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา เช่น University of Sussex, York, Warwick และ Lancaster มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่โดดเด่น ใช้กระจกบานใหญ่และเน้นการเรียนรู้แบบข้ามสาขาวิชา (interdisciplinary)
4. Post-1992 Universities (มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่หลังปี 1992)
หลังจากกฎหมายปี 1992 ทำให้สถาบันเทคโนโลยีและโพลีเทคนิคหลายแห่งได้รับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยเต็มตัว มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ เช่น Coventry, Greenwich และ Sheffield Hallam โดดเด่นด้วยความยืดหยุ่นของหลักสูตร เน้นทักษะการทำงานและการฝึกอาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในปัจจุบัน
5. Russell Group (กลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ)
Russell Group คือกลุ่มมหาวิทยาลัย 24 แห่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีงานวิจัยชั้นนำระดับโลก เช่น University College London (UCL), Imperial College, London School of Economics (LSE), Manchester, Oxford และ Cambridge กลุ่มนี้ได้รับงบประมาณวิจัยสูง มีเครือข่ายกับภาคธุรกิจและวิชาการทั่วโลก และมีหลักสูตรที่ท้าทายทางวิชาการมาก
6. รูปแบบองค์กรพิเศษ: Collegiate และ Federal Universities
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ เช่น
- Collegiate universities เช่น Oxford, Cambridge, Durham ที่นักศึกษาจะเป็นสมาชิกของวิทยาลัยย่อย ทำให้มีสังคมเล็กและการดูแลเฉพาะบุคคล
- Federal universities เช่น University of London ซึ่งเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีการบริหารร่วมกันในบางเรื่อง แต่ละแห่งมีอิสระในการดำเนินงานและจัดการเรียนการสอนเอง
การรู้จักประเภทของมหาวิทยาลัยในอังกฤษจะช่วยให้การตัดสินใจเลือกสถาบันและหลักสูตรเรียนต่อของเรามีความชัดเจนขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เน้นวิชาการลึกซึ้ง หรือมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ที่เน้นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดงานอย่างแท้จริง ทุกแห่งล้วนมีข้อดีและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้นก่อนเลือก อย่าลืมสำรวจให้ละเอียดว่าประเภทมหาวิทยาลัยใดเหมาะกับสไตล์การเรียนและเป้าหมายชีวิตของเรามากที่สุด เพื่อให้การเรียนต่อในอังกฤษเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและสร้างอนาคตที่สดใสได้จริงค่ะ
