ทุกครั้งที่พูดถึงการส่งลูกไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร คำถามแรกที่พ่อแม่จำนวนมากคิดเหมือนกันคือ ลูกจะอยู่ไกลเกินไปไหม จะไม่ได้รับความใกล้ชิด อบอุ่น และการอบรมเหมือนตอนอยู่บ้านหรือเปล่า และถ้าไม่มีพ่อแม่คอยดูแลใกล้ตัว ลูกจะเหลวไหลหรือผิดเพี้ยนไปหรือไม่
ความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่ความคิดฟุ้งซ่าน แต่เป็นความห่วงใยที่เกิดจากความรักอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมตัวตนของลูก การตัดสินใจให้ลูกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กเลยสำหรับพ่อแม่หลายคน
ความกลัวของพ่อแม่ กับภาพที่มักถูกขยายเกินจริง
ภาพจำของการไปเรียนต่างประเทศ มักถูกเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตอิสระเกินไป การคบเพื่อนโดยไม่มีกรอบ และการขาดการกำกับดูแลจากครอบครัว บางครอบครัวเคยได้ยินเรื่องเล่าของเด็กที่ไปแล้วเสียคน ทำให้ความกลัวเหล่านี้ยิ่งชัดขึ้น และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พ่อแม่ลังเล แม้จะเห็นว่าการเรียนใน UK มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีมากก็ตาม
แต่คำถามที่ควรถามให้ลึกลงไปกว่านั้นคือ เด็กที่เหลวไหลนั้น เหลวไหลเพราะระยะทางจริงหรือ หรือเพราะสภาพแวดล้อมที่เขาเข้าไปอยู่ไม่เหมาะสมตั้งแต่แรก
ความจริงคือ สิ่งแวดล้อมสำคัญกว่าระยะทาง
ในทางปฏิบัติ เด็กที่ไปเรียนต่างประเทศแล้วเหลวไหลมีอยู่จริง แต่ถ้ามองภาพรวม เด็กที่ไปเรียน UK แล้วเติบโตอย่างมีวินัย มีเป้าหมาย และพัฒนาตัวเองได้อย่างชัดเจน มีจำนวนมากกว่ามาก ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ประเทศหรือความไกลของบ้าน แต่อยู่ที่คุณภาพของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เด็กได้เข้าไปเรียน
มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นตรงกันว่า สิ่งแวดล้อมและกลุ่มเพื่อนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของวัยรุ่นอย่างมาก งานวิจัยของ Steinberg และ Morris ซึ่งศึกษาเรื่องพัฒนาการของวัยรุ่น พบว่าวัยรุ่นที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างชัดเจน มีความคาดหวังสูง และมีแบบอย่างที่ดี จะมีแนวโน้มพัฒนาความรับผิดชอบและการควบคุมตนเองได้ดีกว่าวัยรุ่นที่ขาดกรอบทางสังคม
การคัดเลือกที่เข้มข้น คือการกรองสังคมให้ลูก
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร ไม่ได้พิจารณาเพียงผลการเรียน แต่ให้ความสำคัญกับทัศนคติ ความพร้อม และศักยภาพในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การคัดเลือกที่เข้มข้นนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกรองทางสังคม ทำให้เด็กที่ได้เข้าไปอยู่ในสถาบันเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีเป้าหมาย มีแรงผลักดัน และได้รับการปลูกฝังพื้นฐานที่ดีจากครอบครัวมาแล้ว
มีกรณีของนักเรียนคนหนึ่งที่ APSthai เคยดูแล เขาไปเรียนต่อใน UK ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ครอบครัวกังวลมากในช่วงแรก เพราะเป็นลูกคนเดียวและไม่เคยห่างบ้านนานขนาดนี้ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่มีระบบดูแลนักเรียนชัดเจน มีครูประจำบ้าน มีที่ปรึกษา และมีเพื่อนที่ตั้งใจเรียนเหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับความกลัว เด็กคนนี้มีวินัยมากขึ้น จัดการเวลาได้ดีขึ้น และเริ่มมองอนาคตของตัวเองอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่บ้านเสียอีก
การอยู่กับคนที่ตั้งใจ ทำให้มาตรฐานชีวิตสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเด็กใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกัน การแข่งขันที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแข่งขันแบบกดดัน แต่เป็นการแข่งขันเพื่อพัฒนาตัวเอง เด็กจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้น ว่าควรอ่านอะไรเพิ่มเติม ควรเตรียมตัวอย่างไร และควรใช้เวลาให้มีคุณค่าแบบไหน
งานวิจัยด้านการศึกษาใน UK หลายชิ้นยังชี้ให้เห็นว่า นักเรียนที่อยู่ในสถาบันที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้สูง จะมีแนวโน้มพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และความรับผิดชอบต่อตนเองได้ดีกว่า แม้จะอยู่นอกการควบคุมของครอบครัวก็ตาม
ความห่างไกลที่ไม่ได้ทำให้ความผูกพันลดลง
อีกประเด็นหนึ่งที่พ่อแม่กังวลคือ การไม่ได้เจอกันบ่อยเหมือนเดิม กลัวว่าความสัมพันธ์จะห่างเหินหรือความผูกพันจะลดลง แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาของ UK มีช่วงปิดเทอมค่อนข้างถี่ เด็กมีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้าน หรืออย่างน้อยก็ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวผ่านการสื่อสารออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในยุโรปที่ศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวของนักเรียนที่ไปเรียนต่างประเทศ พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่ได้ลดลงจากระยะทาง หากมีการสื่อสารที่สม่ำเสมอและมีความไว้ใจกัน ในบางกรณี ความสัมพันธ์กลับแน่นแฟ้นขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะฟังและให้คุณค่ากับเวลาที่มีร่วมกันมากขึ้น
การห่างกันบ้าง คือพื้นที่ของการเติบโตจริง
การที่ลูกได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเองในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือการฝึกทักษะชีวิตที่ไม่มีในตำรา ลูกจะได้เรียนรู้การตัดสินใจ การรับผิดชอบผลของการกระทำ และการจัดการอารมณ์ของตัวเอง โดยยังมีครอบครัวเป็นฐานที่มั่นคงอยู่เบื้องหลัง
นักเรียนอีกคนหนึ่งที่ APSthai ดูแล เมื่อไปเรียน UK ในช่วงแรก เขาต้องเผชิญกับความกดดันด้านการเรียนและการใช้ชีวิต แต่แทนที่จะถอยกลับ เด็กคนนี้เรียนรู้ที่จะขอความช่วยเหลือ วางแผน และจัดลำดับความสำคัญ จนสุดท้ายไม่เพียงผ่านช่วงยากนั้นมาได้ แต่ยังเติบโตเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไปเรียน UK ไม่ใช่การปล่อย แต่คือการวางแผนระยะยาว
เมื่อมองให้ครบทุกมิติ จะเห็นว่าการส่งลูกไปเรียน UK ไม่ใช่การปล่อยให้ลูกไปเผชิญโลกตามลำพัง แต่เป็นการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ลูกได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หากเลือกสถาบันได้ถูก เตรียมความพร้อมได้ดี และมีการสื่อสารระหว่างครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ระยะทางจะไม่ใช่อุปสรรค แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาลูกให้เติบโตอย่างมั่นคง
บทบาทของ APSthai ในการทำให้การไปไกลมีคุณค่า
APSthai ช่วยให้คำแนะนำในการเลือกโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาชั้นนำในสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศชั้นนำทั่วโลก โดยพิจารณาทั้งศักยภาพของนักเรียน เป้าหมายระยะยาว และบริบทของครอบครัวควบคู่กัน
เพราะเราเชื่อว่าการไปไกลตัวของลูก ควรเป็นการไปที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงการไปไกลแค่ระยะทาง แต่เป็นการไปไกลขึ้นในด้านวุฒิภาวะ ความคิด และอนาคตที่มั่นคงอย่างแท้จริงครับ
ติดต่อเข้ามาพูดคุยกันเพื่อเลือกที่เรียนต่อที่ดีที่สุดของลูกได้ที่ Line @apsthai หรือโทร 084-320-1789 ได้เลยครับ
APSthai : For the best education in your own version
