ถ้าอยากให้ลูกเข้า Top Universities เราต้องรู้ว่า Top Universities ต้องการคนแบบไหน แล้วสร้างแผนที่ลูกของเราจะสามารถพัฒนาไปเป็นคนแบบนั้น แล้วเริ่มลงมือทำตามแผนนั้น ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

Top Universities ต้องการคนแบบไหน

เวลา Top Universities ออกแบบหลักสูตร เขาจะไปดูก่อนว่า ปัจจุบันนี้สังคมกำลังขาดอะไร Skills คนแบบไหนที่ตลาดแรงงาน และ บริษัทชั้นนำในโลกกำลังมองหา แล้วสร้างหลักสูตรเพื่อให้คนที่เข้ามาเรียนได้มีโอกาสพัฒนา Skills และสิ่งต่าง ๆ ให้ได้เป้าหมายตามนั้น

หลังจากนั้นเขาจึงสร้างกติกาในการคัดเลือกขึ้นมา ว่าคนแบบไหน มี Skills อย่างไร มีประสบการณ์แบบไหน ถึงจะถือว่าเหมาะสมที่จะเข้ามาเรียนหลักสูตรที่เขาสร้างเอาไว้ สุดท้ายเขาก็จะสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยคนคุณภาพ ที่พร้อมจะออกไปเต็มเต็มสิ่งที่สังคมขาดหาย อย่างที่ตั้งใจไว้

ซึ่งคำว่า “คนแบบไหน” ที่ Top Universities มองหานั้น ก็ขึ้นกับความเชื่อตาม Philosophy of Education ของประเทศนั้น ๆ อย่าง USA ก็จะมองหาคนที่มีความ Well-rounded ซึ่งตรงข้ามกับใน UK ที่จะมองหาคนที่เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเอง Born to be เพราะเขาเชื่อว่า คนจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องทำในสิ่งที่เก่ง รัก ชอบ ถนัด และมีความสุข จึงจะสามารถนำสิ่งเหล่านั้นไปช่วยเหลือสังคม เติมเต็มสิ่งที่สังคมขาดหาย สามารถร่ำรวยจากสิ่งนั้นและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

เมื่อเรารู้แล้วว่า Top Universities ต้องการคนแบบไหน เราก็จะสามารถออกแบบแผน ที่ลูกของเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ และนี่คือแผนที่ว่า

ก่อนขึ้น Year 9 ให้ทำ Career Test

เมื่อลูกของเราอายุ 13 ปี เขาจะเริ่มมีความชัดเจนในตัวเอง ว่าเขาอยากทำอะไร หรือไม่อยากทำอะไร แต่ยังไม่มากพอที่จะสามารถตัดสินใจสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองได้อย่างเต็มที่ การทำ Career Test จะทำให้เขารู้ว่า Interest ของเขาคืออะไร Personality ของเขาคืออะไร Aptitude ของเขาคืออะไร และรู้ Careers ที่เหมาะสมสำหรับเขา จากนั้นก็จะเริ่มวางแผนร่วมกับทีม Counseller ที่ Krutoo/APSthai เพื่อวางแผนระยะยาว 5 ปี ที่สอดคล้องกับผล Careers นั้น ๆ

เมื่ออยู่ Year 9 ให้เริ่มทำ Foundation Reading for Careers

หลังจากทำ Career Test แล้ว ลูกของเราควรจะมีโอกาสได้เริ่มอ่านหนังสือ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Careers ทั้งหลาย เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับ Careers ต่าง ๆ และเป็นการพัฒนา Skills รวมถึงความสนใจสะสมเอาไว้ ก่อนที่จะตัดสินใจต่อไปว่าจะเลือก Careers อะไรหรือเรียนด้านไหนในอนาคต

ปิดเทอม Summer ก่อนขึ้น Year 10 ให้ไป Summer Camp สัก 1 แห่ง

เมื่อมีความรู้เกี่ยวกับ Careers ต่าง ๆ ระดับหนึ่งแล้ว ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้น Year 10 ลูกของเราควรได้ไป Summer Camp ดี ๆ ในต่างประเทศสัก 1 ที่ ที่ทำให้เขาได้เห็นภาพเกี่ยวกับการเรียนการสอนในระดับ World Class มากขึ้น เป็นการกระตุ้นเตือนว่ามันดีแค่ไหนที่จะพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่ดี ๆ ยกตัวอย่าง Summer Camp ที่น่าสนใจ เช่น Sevenoaks Summer School ซึ่งเป็น Top IB School ใน UK จะทำให้ลูกของเรารู้ว่า ครูระดับ Top เขาสอนอย่างไร นักเรียนระดับ Top เขาเรียนกันอย่างไร และ โรงเรียนระดับ Top นั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร

เมื่ออยู่ Year 10 ให้เริ่มเขียน Personal Statement

เราอาจคิดว่า Personal Statement คือสิ่งที่ต้องเขียนตอน Year 12 หรือ Year 13 ก่อนสมัคร Universities แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือจุดที่ช้าเกินไป การเริ่มเขียน Personal Statement ตั้งแต่ Year 10 จะทำให้ลูกของเรามีโอกาสได้ตกผลึกสิ่งที่ได้สะสมมา และประเมินตัวเองได้ว่ายังขาดอะไร และต้องทำอะไรเพิ่ม แถม Personal Statement ที่เขียนตั้งแต่ Year 10 ยังมีส่วนสำคัญในการใช้สมัคร Summer Camp ในปีถัด ๆ ไปได้อีกด้วย

ปิดเทอม Summer ก่อนขึ้น Year 11 ให้ไป Summer Camp อีกสัก 1 ที่

การไป Summer Camp ในครั้งนี้ ควรเป็นที่ที่เสริม Skills ในการเรียนรู้ก่อนที่ลูกของเราจะต้องสอบ IGCSE และขึ้นไปเรียนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป อย่างเช่น Summer Camp ที่ Concord College ที่เป็นโรงเรียนระดับ Top ในหลักสูตร A-level/IGCSE ใน UK นั้น จะช่วยสร้างเสริม Learning Skills ต่าง ๆ ให้กับลูกของเรา และให้แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับ Careers ต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย

เมื่ออยู่ Year 11 ให้เริ่มทำ Extended Reading for Careers

ณ ตอนนี้ ความสนใจใน Careers ต่าง ๆ ที่มีในตัวลูกของเราจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นแล้ว ได้จังหวะในการอ่านสิ่งต่าง ๆ ให้ลึกซึ้งขึ้นไปกว่าเดิม ถึงวันนี้เราต้องดูแล้วว่า Top Universities ในแต่ละสาขาวิชานั้น เขาแนะนำให้อ่านหนังสืออะไร แล้วลูกของเราควรเริ่มมีโอกาสได้อ่านสิ่งเหล่านั้น อ่านแล้ววิเคราะห์ อ่านแล้วจดออกมา เพื่อฝึก Skills ในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และเพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีก่อนจะทำ Research ในด้านที่ตัวเองสนใจต่อไปในวันข้างหน้า

ปิดเทอม Summer ก่อนขึ้น Year 12 ให้ทำ Work Experience อย่างน้อย 2 ครั้ง

ถึงตอนนี้ได้เวลาตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเรียนอะไรต่อ หรือจะเลือกทำ Careers อะไรในอนาคต การไปทำ Work Experience อย่างน้อย 2 ครั้งจะในสาขาอาชีพเดียวกันหรือต่างกันก็ได้นั้น จะทำให้ลูกของเราเห็นภาพการทำงานจริง และตัดสินใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ซึ่งการทำ Work Experience ที่ว่านี้ สามารถทำได้ทั้งการไป Summer Camp ที่เป็นแนว Career Immersive Experience อย่างเช่น ProEd ที่จัดที่ Imperial College London หรือ InvestIN ที่จัดที่ UCL เป็นต้น หรือจะเป็นการไปทำ Work Experience จริง ๆ ตามที่ต่าง ๆ ก็เป็นไปได้

เมื่ออยู่ Year 12 ให้ฝึกทำ Admissions Tests และ Interview Preparation

เมื่อเปิดเทอม Year 12 แล้ว ลูกของเราต้องเลือกแล้วว่าจะตัดสินใจสมัคร Universities ไหนบ้าง แล้วใช้เวลา 1 ปีที่เหลือนี้ ศึกษาว่า Entry Requirements ที่ต้องใช้คือเท่าไร คุณสมบัติแบบไหนที่ต้องมี และต้องรู้ว่าต้องเตรียม Admissions Tests และ Interview อะไรบ้าง จากนั้นก็ฝึกฝนอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น Skills ที่ต้องใช้เวลาในการสะสม จะไปฝึกเอาตอนท้าย ๆ ก่อนสอบเพียงไม่กี่เดือน ก็จะไม่ทันการ

ปิดเทอม Summer ก่อนขึ้น Year 13 ให้ทำ Specific Work Experience อย่างน้อย 2 ครั้ง

นี่คือโอกาสสุดท้าย ที่ลูกของเราจะเพิ่ม Evidence เพื่อใช้ในการสมัคร Top Universities ให้ใช้โอกาสนี้ในการทำ Work Experience ที่ลึกไปกว่าที่ทำเมื่อ Summer ครั้งที่แล้ว ให้เขามี Skills และ Experience ที่เฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งก็ยังสามารถไปทำสิ่งเหล่านี้ที่ Summer Camp ของ ProEd ที่จัดขึ้นที่ Imperial College London หรือ InvestIN ที่จัดที่ UCL ได้เช่นเดิม หรือจะไปทำ Work Experience จริง ๆ แต่เน้นดูงานและลงมือทำให้เฉพาะเจาะจงขึ้นก็เป็นไปได้

เมื่อมาถึงตรงนี้ พอขึ้น Year 13 ลูกของเราก็จะเป็นคนที่พร้อมที่สุด และเต็มไปด้วย Evidence Support มากมายที่จะใช้ยื่นสมัคร Top Universities

การสร้าง Academic Profile ที่ยอดเยี่ยม

นอกจากเรื่องของ Super Curricular Profile ที่สร้างมาตลอดตั้งแต่ก่อนขึ้น Year 9 แล้ว Top Universities ยังมองหาคนที่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง เป็น Perfectionist ในสิ่งที่ตัวเองเลือก และเลือกที่จะทำให้ดีที่สุดในทุก ๆ เรื่อง เพราะฉะนั้น เขาจึงมองหาคนที่

  • ได้ IGCSE 8 – 10 A* จากอย่างน้อย 9 – 11 วิชาที่เรียน
  • ได้ AS-level อย่างน้อย 95% ในทุก Modules ที่สอบ
  • ได้ A-level 3 – 4 A* จากอย่างน้อย 3 – 4 วิชาที่เรียน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นไปได้สำหรับทุกคน โดยสามารถใช้วิธีการดังต่อไปนี้ได้

  • มีกลยุทธ์ในการเรียน ยกตัวอย่างเช่น ในการสอบ IGCSE แทนที่จะต้องสอบรอบเดียว 11 วิชาตอนที่จบ Year 11 ถ้ามีบางวิชาที่สอดคล้องกับความถนัดของลูกของเราใน Career Test แล้ววางแผน Tuition Support ดี ๆ ก็จะสามารถนำวิชาเหล่านี้มาสอบล่วงหน้าได้ตั้งแต่ Year 10 ตอนปลายหรือ Year 11 ตอนต้น เด็กบางคนสามารถสอบล่วงหน้าเก็บ A* ไปก่อน 4 – 5 วิชาสบาย ๆ ทำให้ภาระตอนจบ Year 11 ไม่เยอะ และได้ A* ในวิชาที่เหลือทั้งหมดได้
  • ตรวจสอบตัวเอง (Self-Assessment) ให้เป็น อย่างเช่น เวลาเราทำสอบในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น Quiz, End of Topic, End of Term, Mock หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อเราได้ผลสอบมาแล้ว เราควรหาให้เจอว่าสิ่งที่เรายังขาดคืออะไร … โดยปกติแล้วข้อสอบต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นมาจาก Skills ต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ควรจะมีในวัยนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ต้องมองให้ออกว่าเราขาด Skills อะไร แล้วพัฒนาตัวเองในสิ่งนั้นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถทำสอบครั้งต่อ ๆ ไปได้ดีขึ้นได้ และเมื่อไปถึงการสอบ IGCSE หรือ A-level จริง ๆ ก็จะทำเกรด A* ได้มากมายอย่างที่ตั้งใจ
  • พาตัวเองไปอยู่ในโรงเรียนที่ดี ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการทำ Self-Assessment นั้น บาง Top School ใน UK อย่าง OIC (Oxford International College) จะมีการจัดสอบทุกวันเสาร์ เพื่อประเมินว่าสิ่งที่ลูกเราขาด และ Skills ที่ลูกของเราต้องพัฒนาคืออะไรบ้าง ทำให้ลูกของเราได้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องเข้า Top Universities เพราะในทุกที่ที่ Top นั้นจะมีระบบที่ดี มีหลักการที่ดี มีบุคลากรที่ดี มีครูที่ดี มีเพื่อนที่ดี เป็นสังคมที่ดีที่คน ๆ หนึ่งจะพัฒนาตัวเองได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ถ้าอยากให้ลูกของเราเข้า Top Universities ก็ต้องมีแผนการ แผนการข้างต้นเป็นหลักการคร่าว ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง อย่างไรก็ดี เด็ก ๆ แต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยสำหรับแผนของแต่ละคนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพูดคุยกันเพิ่มเติมกับ Counsellor เพื่อให้ออกแบบแผนที่เป็น Personalised Pathway ให้กับทุกคนได้ในที่สุด

สนใจวางแผนเข้า Top Universities ให้ลูกของเรา เข้ามาพูดคุยกับทีม Consult ของ Krutoo/APSthai นะครับ

APSthai : The Best Education In Your Own Version