ทำไมต้อง Study in Japan? เชื่อว่าหลายคนที่มีความชื่นชอบในภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะผ่านการฟังเพลง การอ่านมังงะ หรือดูโดราม่าก็ตาม มีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งในชีวิตอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น ทำให้ในทุก ๆ ปี ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นจุดหมายปลายทางแรก ๆ ในเอเชียที่คนไทยอยากไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศญี่ปุ่น หรืออยากไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในทวีปเอเชียก็ตาม แต่วัฒนธรรมนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและมีความแตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก เพื่อให้คนที่สนใจจะไปร่ำเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นได้รู้ประเทศญี่ปุ่นอย่างลึกก่อนตัดสินใจไป ทาง APSthai เลยโครงการ Study in Japan ที่จะช่วยให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น (Study in Japan) ให้กับบุคคลที่มีความสนใจ โดยจะเขียนบทความเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่สนใจทั้งในด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่น และการศึกษาญี่ปุ่นต่อไป
ในทุกประเทศจะมีวิธีการเรียกชื่อวันเป็นภาษาของตัวเอง ประเทศญี่ปุ่นก็เหมือนกันค่ะ แต่ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงได้เรียกวันว่า 日月火水木金土 ด้วย ตอนที่เรียนก็เกิดคำถามว่ามีที่มาอย่างไร จนได้มาลองหาความหมายที่แท้จริง ช่วยทำให้เข้าใจและจำคันจิได้ดีขึ้นมากเลยค่ะ โดยตัวอักษรแต่ละตัวที่นำมาใช้เป็นชื่อวันของญี่ปุ่น ได้อิทธิพลมาจากตัวอักษรจีนค่ะ โดยต้องเล่าก่อนว่าแต่เดิมประเทศจีนตั้งชื่อวันตามหลักทฤษฎี ‘Five Elements’ หรือ 五行 ซึ่งเป็นวิธีการแรกเริ่มที่อธิบายเกี่ยวกับระบบจักรวาล โดยที่ชื่อจะแต่งโดยอิงจากทิศทางของดวงดาว สี ฤดูกาล เวลา ดาวเคราะห์ รวมไปถึงโน๊ตของเสียงเพนทาโทนิก
คำว่า 火 ที่แปลว่าไฟ อ่านว่า ka อยู่ทิศใต้ มีสีแดง สื่อถึงฤดูร้อนและกลางวัน คือดาวอังคารหรือ Mars
คำว่า 水 ที่แปลว่าน้ำ อ่านว่า sui อยู่ทางทิศเหนือ มีสีดำ สื่อถึงฤดูหนาวและเที่ยงคืน คือดาวพุธ
คำว่า 木 ที่แปลว่าไม้ อ่านว่า moku อยู่ทางทิศตะวันออก มีสีดำ สื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและช่วงรุ่งอรุณ คือดาวพฤหัสบดี
คำว่า 金 ที่แปลว่าทอง อ่านว่า kin อยู่ทางทิศตะวันตก มีสีขาว สื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงและพลบค่ำ คือดาวศุกร์
คำว่า 土 ที่แปลว่าดินหรือโลก อ่านว่า do อยู่ตรงกลาง มีสีเหลือง มีช่วงเวลา 18 วันเมื่อแต่ละฤดูกาลสิ้นสุด คือดาวเสาร์
ส่วนคำว่า 日 อ่านว่า hi อิงจากพระอาทิตย์
และคำว่า 月 อ่านว่า getsu อิงจากพระจันทร์
เมื่อต้องการจะทำให้เป็นวันจะใส่คำว่า 曜日 ตามหลัง โดยอ่านว่า yōbi ที่แปลว่าวันในสัปดาห์
日曜日 อ่านว่า nichiyōbi คือวันอาทิตย์
月曜日 อ่านว่า getsuyōbi คือวันจันทร์
火曜日 อ่านว่า kayōbi คือวันอังคาร
水曜日 อ่านว่า suiyōbi คือวันพุธ
木曜日 อ่านว่า moluyōbi คือวันพฤหัสบดี
金曜日 อ่านว่า kinyōbi คือวันศุกร์
土曜日 อ่านว่า doyōbi คือวันเสาร์
การมี 7 วันต่อสัปดาห์ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมียหรืออียิปต์ ใครเป็นผู้ริเริ่มไม่มีประวัติแน่ชัด แต่เป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยกรีก และส่งต่อมาที่สมัยโรมัน มายังอินเดียและจีนต่อมา ซึ่งต่อมาคือ 七曜曆 อ่าน shichi-yō-reki), หรือปฏิทินดาวทั้ง 7 ดวง จากข้อมูลด้านบน ทำให้เราเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าทำไมในแต่ละวันถึงมีชื่อตามตัวคันจิ 日月火水木金土 และยังช่วยให้เราสามารถจำได้ง่ายมากขึ้นด้วย
