เราได้พูดถึงระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นไปบ้างแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเตรียมพร้อมรับมือเมื่อต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยขณะที่อยู่ที่นั่น เราจะต้องรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรและพึ่งพาระบบสุขภาพของญี่ปุ่นอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ ผู้เขียนเองมีโอกาสเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลและคลินิกเฉพาะทางที่ญี่ปุ่นมาแล้ว และแม้แต่ขึ้นรถ Ambulance ที่ญี่ปุ่นก็เคยทำมาแล้ว ในบทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นอย่างไรบ้างค่ะ

ก่อนอื่นเลยเรามาดูรายละเอียดของประกันสุขภาพของประเทศญี่ปุ่นกันก่อน

1) ประกันสุขภาพแห่งชาติญี่ปุ่น (National Health Insurance – 国民健康保険)

นักเรียนต่างชาติทุกคนที่พำนักในญี่ปุ่นเกิน 3 เดือนจะต้องสมัครประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสมัครได้ที่สำนักงานเขต (市役所, 区役所) ใกล้ที่พัก โดยจะต้องมี:

  1. บัตรพำนัก (Residence Card – 在留カード)
  2. หลักฐานที่อยู่ในญี่ปุ่น

ค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 1,500–2,000 เยนต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับรายได้) ทางเขตจะส่งบิลมาให้ล่วงหน้า 1 ปี โดยให้เราไปจ่ายทุกเดือนที่ร้านสะดวกซื้อได้เลย ถ้าเราสะดวกจ่ายทั้งหมดก็ได้ค่ะ ค่าเบี้ยไม่แพงและเมื่อเราต้องเข้าโรงพยาบาลก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของเราอย่างมาก ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลประมาณ 70% ของค่าใช้จ่ายจริงเลยค่ะ

2) การเข้าถึงบริการทางการแพทย์

โรงพยาบาลและคลินิก

ญี่ปุ่นมีโรงพยาบาลและคลินิกที่ให้บริการทั้งแบบเฉพาะทางและทั่วไป บางแห่งมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ชินจุกุ และการนัดหมายล่วงหน้ามักเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นเราควรนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้าไปพบแพทย์ บางครั้งถ้าป่วยก็ไม่สามารถเข้าไปโรงพยาบาลได้ทันทีค่ะ หลายคนก็อาจจะเกิดข้อสงสัยว่าเราจะทราบอาการป่วยล่วงหน้าได้อย่างไร สิ่งนี้ก็เป็นประเด็นที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ตอบไม่ได้ ผู้เขียนเองก็เคยมีโอกาสได้เจอประสบการณ์ตรงมาก่อน บอกเลยว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะไม่มาก แต่ถ้ารักษาสุขภาพของตัวเองให้ไม่ป่วยเลยจะดีที่สุดค่ะ

3) ค่ารักษาพยาบาล

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายหลังหักประกันสุขภาพ

  • ตรวจร่างกายเบื้องต้นประมาณ 1,000 เยน
  • ยาประมาณ 500–1,500 เยนต่อครั้ง
  • กรณีฉุกเฉิน
    • สามารถเรียกรถพยาบาลได้ฟรี (เบอร์ 119) แต่ควรใช้ในกรณีจำเป็นจริง ๆ
    • โรงพยาบาลฉุกเฉินมักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ

4) การดูแลสุขภาพจิต

หลายมหาวิทยาลัยมีศูนย์ให้คำปรึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยมีที่ปรึกษาที่พูดได้หลายภาษา และมีแหล่งช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น องค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) ในญี่ปุ่นบางแห่งให้บริการคำปรึกษาด้านจิตวิทยาในราคาย่อมเยา เช่น TELL (Tokyo English Lifeline) แต่สุดท้ายแล้วการปรับตัวกับวัฒนธรรมใหม่นั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญและควรเตรียมตัวตั้งแน่เนิ่น ๆ ค่ะ เพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นเน้นความเป็นส่วนตัวและความคาดหวังสูงอาจทำให้บางคนรู้สึกกดดันได้ค่ะ

5) การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

ญี่ปุ่นมีระบบสาธารณสุขที่ดีมาก แต่นักศึกษาควรดูแลตัวเอง เช่น การสวมหน้ากากในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่ ในตอนที่ไปอยู่ทางเขตที่ตัวเองอยู่จะส่งจดหมายมาให้ที่บ้านเพื่อให้ไปตรวจสุขภาพประจำปีตลอด ประเทศญี่ปุ่นใส่ใจในเรื่องสุขภาพมาก แต่ก่อนจะไปเรียน ห็ควรตรวจสอบว่าวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนโควิด-19 ได้รับการฉีดเรียบร้อยก่อนเดินทาง เพราะถ้าเกิดไม่สบายขึ้นมาก็จะลำบากตัวเองมากค่ะ และควรพกยาที่จำเป็นไปจากไทยเลย เพราะยาบางชนิดไม่สามารถซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมพิเศษอาจต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ถ้าป่วยธรรมดาแต่ซื้อยาที่ร้านยาไม่ได้ ก็ต้องเสียเวลาไปคลินิกหรือโรงพยาบาลค่ะ จึงแนะนำให้จัดเตรียมชุดยาประจำตัวหรือยาที่ใช้เป็นประจำจากประเทศต้นทาง พร้อมใบรับรองแพทย์เป็นภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น

การเตรียมตัวด้านสุขภาพเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การใช้ชีวิตและการเรียนในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะสุขภาพที่ดีจะช่วยให้เรามีสมาธิและพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้เต็มที่ การเข้าใจระบบสุขภาพ การวางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉิน และการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ทุกก้าวในดินแดนอาทิตย์อุทัยเต็มไปด้วยความมั่นใจและความอุ่นใจอย่างแท้จริงค่ะ