คัดโหดขึ้น เพราะ Covid-19 : อยากเข้า Top UK University ต้องปรับตัวอย่างไร

CategoriesarticlesTagged , , , , , , ,

เป็นความจริงหรือไม่ ที่ว่า Top UK University คัดเลือกโหดขึ้นในปีนี้ เนื่องมาจากสถานการณ์ของ Covid-19 ถ้าพิจารณาจากข่าวดีที่เราได้ยินในปีนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเบาบางกว่าปีก่อน ๆ มาก มีเด็กหลายคนที่ไม่ได้ University ที่ตัวเองต้องการอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่ผลการเรียนดี และ ดูมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับการคัดเลือก

ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ที่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การคัดเลือกของ Top UK University ยากขึ้นมากในปีนี้ และอาจหมายถึงปีต่อ ๆ ไปด้วย

มีคนที่ทำ Deferred Entry มาจากปีก่อน

ปี 2020 เป็นปีที่สถานการณ์ Covid-19 ค่อนข้างเลวร้ายสำหรับประเทศอังกฤษ มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่อวันที่สูงมาก จนเกิดเหตุการณ์ที่นักเรียนจำนวนมากที่ได้รับคัดเลือกจาก University แล้ว ขอทำเรื่องเลื่อนไปเรียนปีถัดไปแทน หรือที่เรียกว่าการทำ Deferred Entry

การทำ Deferred Entry นั้น นักเรียนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องสมัครเรียนใหม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแข่งขันกันใหม่ เขาได้สิทธิ์ที่จะเข้าไปเรียนในปีถัดไปได้เลย และนั่นทำให้จำนวนที่นั่งของปีนี้ลดลง เพราะต้องเผื่อสำหรับคนที่เลื่อนมาจากปีที่แล้วด้วย

เมื่อที่นั่งน้อยลง การแข่งขันย่อมสูงขึ้น เดิมทีผลการเรียน ความสามารถ และ profile ระดับหนึ่ง อาจเข้า Top UK University ที่คาดหวังได้ทั้งหมด แต่เมื่อที่นั่งลดลง การคัดเลือกก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก profile ที่ว่าดี จึงอาจกลายเป็นดีไม่พอ

ความเฟ้อของเกรด

ปี 2020 การสอบทั้งหมดยกเลิก เกรดที่นักเรียนได้นั้นมาจากเกรดที่โรงเรียนให้ (Center Assesed Grade) แล้วเอาไปผ่านกระบวนการการทำ​ Standardisation เพื่อคิดเกรดสุดท้าย ในตอนแรกเกรดที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวผิดพลาดค่อนข้างมากจนเกิดการเรียกร้องให้ใช้เกรดที่โรงเรียนให้ไปเลย สุดท้ายนักเรียนทุกคนจึงได้เกรดแรกตามที่โรงเรียนให้

และแน่นอนว่าหลายโรงเรียนตั้งใจช่วยเพิ่มเกรดให้นักเรียน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้า Top UK University ให้มากขึ้น เกรดจึงเฟ้อมาก ๆ มีจำนวนคนที่ได้ A* – A ใน A-level สูงเป็นประวัติการณ์ ผลที่ตามมาคือนักเรียนสามารถทำเกรดได้ถึงหรือเกินเงื่อนไข (Conditional Offer) ที่ University ตั้งไว้ เกินกว่าจำนวนที่นั่งที่มี ทำให้ปีที่แล้วที่นั่งในบาง University ล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในปี 2021 นี้ การสอบเกือบทั้งโลกก็ยกเลิกเช่นกัน และ ส่วนใหญ่มีนโยบายออกมาในแนวทางเดียวกันว่า เกรดที่นักเรียนได้จะมาจากครูในโรงเรียน (Teacher Assessed Grade) ซึ่งแม้จะมีกระบวนการในการคิดเกรดที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่ผลลัพธ์อาจไม่ต่างกัน คือ บางโรงเรียนสามารถช่วยเพิ่มเกรดให้นักเรียนได้ และอาจนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่เกรดจะเฟ้ออีกครั้งหนึ่ง

เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม Top UK University หลาย ๆ แห่ง จึงตัดสินใจให้ Offer แก่เด็ก ๆ ค่อนข้างช้า เพื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วน และสุดท้ายก็ปล่อย Offer ออกมาเป็นจำนวนที่น้อยมาก เพื่อให้ต่อให้เกิดสถานการณ์เกรดเฟ้อแล้วมีหลายคนทำเกรดได้ถึงตามเงื่อนไข มันก็จะยังไม่มากเกินไปกว่าจำนวนที่นั่งที่เขามี

และนั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ คนที่ profile ดีมาก ๆ แล้วนั้นกลายเป็นดีไม่พอ เพราะจำนวน Offer ที่ University ปล่อยออกมานั้นน้อยลงมาก เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่ที่นั่งจะล้นนั่นเอง

แล้วปีหน้าจะเป็นอย่างไร เด็กรุ่นต่อ ๆ ไปจะรับมือยังไงดี

ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ Covid-19 จะเป็นอย่างไรต่อไป การทำ Deferred Entry จะยังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ การสอบในปีต่อ ๆ ไปจะจัดได้ตามปกติหรือจะเปลี่ยนเป็นวิธีอื่นไป ไม่มีใครรู้อนาคตเหล่านี้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ การเตรียมตัวเองให้ดีพอ

เรายังควรทำเกรด IGCSE ให้ดีที่สุด ทำเกรด AS-level ให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างที่เป็นการประเมินผลการเรียนในโรงเรียนให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้ Predicted Grade ที่ดีที่สุด แต่แน่นอนว่ามันจะไม่ใช่แค่เรื่องของเกรด เพราะ UK University เชื่อว่าเด็กคนหนึ่งจะพัฒนา Skills ต่าง ๆ ไปจนถึงระดับสูงสุดได้ จะต้องพัฒนาจากการเรียนในสิ่งที่ตัวเอง Born to be เท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจะให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องของ

  • Admissions Tests ซึ่งเป็นข้อสอบวัด Skills เฉพาะทางในด้านที่เราสมัครเรียน ถ้า University ไหนใช้ Admissions Tests อยู่แล้ว น้ำหนักของมันจะมากขึ้นมาก ๆ และเราอาจได้เห็น University ที่ไม่มี Admissions Tests มาก่อนเริ่มคิดที่จะใช้ Admissions Tests มาเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือกในปีต่อ ๆ ไป
  • Interview ก็เช่นเดียวกัน เพราะนี่คือวิธีการที่ University จะใช้ค้นหาได้ว่า ใครมีความ Born to be มากแค่ไหน ถ้า University ไหนมีการ Interview อยู่แล้ว ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น และที่ไหนไม่เคยใช้ ก็อาจจะเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเช่นกัน
  • Personal Statement และ Reference จากเดิมที่บาง University ไม่ได้ให้น้ำหนัก ก็จะมีส่วนสำคัญมากขึ้น เพราะสุดท้ายถ้าเด็กแต่ละคนมี profile ด้านผลการเรียนที่พอ ๆ กัน เขาก็ต้องอยากมองหาคนที่มีประสบการณ์มากกว่า มี Skills มากกว่า มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนในสาขาวิชาที่สมัครมามากกว่า และสิ่งนั้นสามารถมองหาได้ง่ายมากจาก Personal Statement และ Reference นั่นเอง

เพราะฉะนั้น คำแนะนำสำหรับเด็กรุ่นต่อ ๆ ไปที่จะสมัคร UK University ก็คือ นอกจากเรียนให้ดีที่สุด ทำเกรดในการสอบทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว ขอให้ให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวเองว่าเรา Born to be อะไร แล้วเร่งพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุดและมากที่สุดในสิ่ง ๆ นั้น จะอ่านหนังสือเพิ่ม จะค้นคว้าเพิ่ม จะเข้าร่วม Course ต่าง ๆ เพิ่ม จะฝึกงานเพิ่ม จะประกวดแข่งขันเพิ่ม หรือทำอะไรเพิ่มก็ตามเกี่ยวกับด้านที่เราสนใจ ก็ขอให้รีบทำเสียแต่เนิ่น ๆ และทำให้มากที่สุด

เพราะสุดท้าย ด้วยที่นั่งที่จำกัด ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เกรดและผลการเรียนจะไม่ใช่ตัวตัดสินอีกต่อไป เพราะคนที่ใช่สำหรับ Top UK University คือคนที่ Born to be และสามารถแสดงความ Born to be ออกมาได้อย่างชัดเจนจริง ๆ เท่านั้น

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply