ทำไมต้อง Study in Japan? เชื่อว่าหลายคนที่มีความชื่นชอบในภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะผ่านการฟังเพลง การอ่านมังงะ หรือดูโดราม่าก็ตาม มีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งในชีวิตอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น ทำให้ในทุก ๆ ปี ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นจุดหมายปลายทางแรก ๆ ในเอเชียที่คนไทยอยากไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศญี่ปุ่น หรืออยากไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในทวีปเอเชียก็ตาม แต่วัฒนธรรมนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและมีความแตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก เพื่อให้คนที่สนใจจะไปร่ำเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นได้รู้ประเทศญี่ปุ่นอย่างลึกก่อนตัดสินใจไป ทาง APSthai เลยโครงการ Study in Japan ที่จะช่วยให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น (Study in Japan) ให้กับบุคคลที่มีความสนใจ โดยจะเขียนบทความเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่สนใจทั้งในด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่น และการศึกษาญี่ปุ่นต่อไป
การเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นจะแตกต่างจากในไทยและอังกฤษ โดยต้องคำนึงถึง หลักสูตรการเรียนของญี่ปุ่นและข้อสอบที่ใช้สมัครเรียน โดยสามารถแบ่งการเตรียมตัวออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ ภาษา, วิชาพื้นฐาน และข้อสอบที่ต้องใช้สมัครค่ะ มาดูกันว่าเราจะสามารถเตรียมตัวได้อย่างไรบ้าง
1. การเตรียมตัวด้านภาษา (ภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ)
ภาษาญี่ปุ่น (Japanese Language Proficiency – 日本語能力試験, JLPT)
หากเรียนหลักสูตร ภาษาญี่ปุ่น จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับสูง (แนะนำ JLPT N2 หรือ N1) แต่หากเรียนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ (English-taught Programs, EJU ไม่บังคับ JLPT) อาจไม่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นมาก แต่ควรเรียนเพื่อใช้ชีวิตประจำวัน
วิธีในการเตรียมตัว
- ฝึก ไวยากรณ์ คันจิ การอ่าน และการฟัง อย่างต่อเนื่อง
- ฝึกทำข้อสอบ JLPT โดยเน้นระดับ N3-N2 (ขั้นต่ำ) และ N1 (ถ้าจะเรียนหลักสูตรญี่ปุ่นล้วน)
- ฝึกพูดและฟังภาษาญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการเรียนและสอบสัมภาษณ์
ภาษาอังกฤษ (English Proficiency – TOEFL/IELTS)
- หลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ (เช่น G30 Program) มักต้องการคะแนน TOEFL iBT 80+ หรือ IELTS 6.0-6.5+
- ควรฝึก การอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียนเรียงความ และการฟังบรรยาย ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัย
2. การเตรียมตัวด้านวิชาพื้นฐาน
มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นต้องการให้เด็กมีพื้นฐานที่แข็งแรงในวิชาต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับสาขาที่เลือกเรียน
กลุ่มวิชาสายวิทยาศาสตร์ (Science & Engineering)
วิชาที่ต้องเตรียมตัว ได้แก่
- คณิตศาสตร์ (Mathematics) ควรเรียน Maths I, II, III และ A, B (ตามหลักสูตรญี่ปุ่น) หรือ คณิตศาสตร์ระดับ A-Level, AP, หรือ IB
- ฟิสิกส์ (Physics) โดยเฉพาะพื้นฐานกลศาสตร์ ไฟฟ้า แม่เหล็ก และคลื่น
- เคมี (Chemistry) เรียนเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี อินทรีย์เคมี และเคมีเชิงฟิสิกส์
- ชีววิทยา (Biology) มีความสำคัญหากเรียนแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
- EJU (Examination for Japanese University Admission for International Students) มีจำเป็นสำหรับหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น
- SAT, A-Level, IB หรือ AP ใช้สมัครหลักสูตรภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Tokyo University และ Kyoto University ค่ะ
กลุ่มวิชาสายศิลปศาสตร์ (Social Sciences, Humanities, Arts)
วิชาที่ต้องเตรียมตัว ได้แก่
- สังคมศาสตร์ (Social Studies) อาจรวมถึง ประวัติศาสตร์โลก เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์
- วรรณคดีและปรัชญา (Literature & Philosophy) สำหรับผู้เรียนด้านมนุษยศาสตร์
- คณิตศาสตร์พื้นฐาน (Basic Mathematics) จำเป็นในบางหลักสูตร เช่น เศรษฐศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจ
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
- EJU (เน้นวิชาสังคมศาสตร์และคณิตศาสตร์)
- TOEFL/IELTS – สำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษ
3. การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Entrance Exams & Applications)
มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นมีระบบการสอบที่แตกต่างจากไทย โดยแบ่งเป็น หลักสูตรภาษาญี่ปุ่น (ใช้ EJU) และ หลักสูตรภาษาอังกฤษ (ไม่ใช้ EJU แต่ต้องใช้ SAT, A-Level หรือ IB)
1) ระบบ EJU (สำหรับหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น)
EJU (Examination for Japanese University Admission for International Students)
วิชาที่สอบขึ้นอยู่กับคณะที่เลือก เช่น
- วิทยาศาสตร์/วิศวกรรม คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ภาษาญี่ปุ่น
- สังคมศาสตร์/บริหารธุรกิจ คณิตศาสตร์, วิชาสังคมศาสตร์, ภาษาญี่ปุ่น
- แพทย์ศาสตร์ คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาญี่ปุ่น
ทั้งนี้ควรสอบได้คะแนนสูง (700+ จาก 800 คะแนน) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ
วิธีเตรียมตัวสอบ EJU
- ศึกษาข้อสอบเก่าและฝึกทำโจทย์
- พัฒนาทักษะการอ่าน-เขียนภาษาญี่ปุ่นให้เร็วและแม่นยำ
- ฝึกทำข้อสอบเลขและวิทยาศาสตร์โดยใช้แนวข้อสอบญี่ปุ่น
2) ระบบ SAT, A-Level, IB, AP (สำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษ)
ใช้สอบแทน EJU ในบางมหาวิทยาลัย เช่น Tokyo University PEAK Program, Kyoto University iUP Program
- SAT (Math & Science: 1300-1500+) หรือ A-Level (AAB-AAA)
- IB Diploma (35+ คะแนน, HL Maths & Science ถ้าสายวิทย์)
- ต้องมี TOEFL iBT 80+ หรือ IELTS 6.0-6.5+
วิธีเตรียมตัว
- เตรียมตัวสอบ SAT หรือ A-Level ให้ได้คะแนนสูง
- ฝึกเขียน Statement of Purpose (SOP) หรือ Personal Statement สำหรับสมัครเรียน
- เตรียม Portfolio (ถ้ามี) โดยเฉพาะคณะที่เกี่ยวข้องกับศิลปะหรือการออกแบบ
สรุปการเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นสำหรับเด็กไทย
1. เตรียมภาษาญี่ปุ่น (JLPT N2-N1) และภาษาอังกฤษ (TOEFL/IELTS)
2. เตรียมวิชาพื้นฐานตามคณะที่ต้องการเรียน (Maths, Science, Social Studies ฯลฯ)
3. ศึกษาข้อสอบที่ใช้สมัครเข้าเรียน
- EJU หลักสูตรภาษาญี่ปุ่น
- SAT, A-Level, IB หลักสูตรภาษาอังกฤษ
4. เตรียม Statement of Purpose (SOP) และ Portfolio (ถ้าจำเป็น)
5. ฝึกทำข้อสอบและวางแผนการสมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 ปี
คำแนะนำเพิ่มเติม
ก่อนจะสมัครมหาวิทยาลัย ควรศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยว่ามีหลักสูตรแบบไหน (ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษ) และถ้าอยากเพิ่มโปรไฟล์ก็สมัครทุนการศึกษาต่าง ๆ เช่น MEXT (ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น) หรือทุนของมหาวิทยาลัย
การเตรียมตัวล่วงหน้าและเลือกเส้นทางที่เหมาะสมจะช่วยให้การเข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเป็นไปได้อย่างราบรื่นค่ะ
