พ่อแม่หลาย ๆ บ้านที่คิดจะย้ายลูกจากหลักสูตรไทย ไปหลักสูตรอินเตอร์ อาจมีคำถามเกี่ยวกับความเข้มข้นของหลักสูตร หรือเคยได้ยินมาว่า หลักสูตรอินเตอร์นั้นอ่อนกว่าหลักสูตรไทย แล้วก็กลัวว่าลูกจะไม่ได้อะไร ๆ คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า ในบทความนี้เราจะมีมาวิเคราะห์เรื่องนี้กันใน 3 กลุ่มวิชาหลักได้แก่ Math, English, และ Science กัน
Math ของหลักสูตรอินเตอร์ เน้นกระบวนการคิด
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกว่า Math ของหลักสูตรอินเตอร์นั้นอ่อนกว่าหลักสูตรไทย คือการที่ Math หลักสูตรอินเตอร์นั้นอนุญาตให้เด็ก ๆ หัดใช้เครื่องคิดเลขตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เด็กบางคนขาดทักษะในการบวก ลบ คูณ หาร ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลาย ๆ บ้านรู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ดี เด็ก ๆ ในหลักสูตรอินเตอร์จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขได้เมื่อบวก ลบ คูณ หารด้วยตัวเองได้แล้ว และหลักสูตรเริ่มเปลี่ยนจากการคิดเลขเฉย ๆ เป็นเรื่องของการฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ เพราะเขามองว่าการเรียนในระดับที่สูงขึ้นนั้น วิชา Math คือวิชาที่ฝึกเรื่องของวิธีการคิด มากกว่าเรื่องของการคำนวณเลข เพราะฉะนั้น เครื่องคิดเลขจะถูกมองเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็น และให้เด็ก ๆ ได้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการคิดและแก้ปัญหามากขึ้น
อย่างเช่นในระดับ IGCSE และ A-level นั้น สามารถใช้เครื่องคิดเลขได้แทบจะ 100% แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็ก ๆ ทำโจทย์หรือข้อสอบได้เลย หากไม่สามารถคิดวิธีแก้ปัญหาโจทย์ต่าง ๆ ได้ คำถามแต่ละข้อ เด็ก ๆ จะต้องรู้วิธีคิดก่อน แล้วค่อย ๆ ลำดับขั้นตอนในการแก้ปัญหาออกมา สุดท้ายใช้เครื่องคิดเลขแค่ตอนจบหรือในจุดเล็ก ๆ เท่านั้น เป็นแค่การใช้เครื่องมือเสริมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัวหลักในการเรียนวิชา Math เลยแม้แต่น้อย
เพราะฉะนั้น เด็กอินเตอร์แม้จะใช้เครื่องมืออย่างเครื่องคิดเลข แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าเด็กไทย แถมยังได้ฝึกให้เน้นไปที่การคิด และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยมีตัวช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเองอีกด้วย
English ของหลักสูตรอินเตอร์ เน้นการนำไปใช้ และการเข้าใจเชิงลึก
หลักสูตรไทยเน้นการเรียน English ที่เรื่องของ Grammar และ Vocabulary มากกว่าการนำไปใช้จริง สังเกตได้จากการที่เด็ก ๆ ในหลักสูตรไทยหลาย ๆ คนแม่นเรื่องของ Grammar มาก ๆ และท่องคำศัพท์ต่าง ๆ ได้มากมาย อย่างไรก็ดี เด็กอินเตอร์นั้นฝึกฝนเรื่องของ Grammar และ Vocabulary ในมุมที่ต่างออกไป นั่นคือการเรียนรู้ผ่านการนำไปใช้จริง
แทนที่จะรู้ว่ามี Grammar ข้อไหนบ้าง เด็ก ๆ จะค่อย ๆ คุ้นเคยจากการนำไปใช้จริงในบริบทต่าง ๆ ทั้งการสนทนา การอ่านการเขียน ทำให้สุดท้ายเด็ก ๆ ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องตามหลัก Grammar และยังจดจำคำศัพท์ได้มากมาย จากการที่มีประสบการณ์จริง ๆ แทนที่จะเป็นการท่องจำเหมือนหลักสูตรไทย
นอกจากนั้น English ของหลักสูตรอินเตอร์ ยังเน้นไปที่การอ่านและการเข้าใจเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความทั้ง Fiction และ Non-fiction การอ่านวรรณกรรม บทประพันธ์ กลอนต่าง ๆ แล้วเรียนด้วยการวิเคราะห์กันว่า ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ตีความได้ว่าอย่างไร มีความหมายอะไรซ่อนอยู่บ้าง การฝึกสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้มีทักษะทางภาษาที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการฝึกวิธีคิดและวิเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์กับชีวิตประจำวันในทุก ๆ ด้านรวมถึงมีประโยชน์ต่อการเรียนวิชาอื่น ๆ ด้วย
เพราะฉะนั้น เด็กอินเตอร์จะเรียน English โดยเน้นว่าให้เอาไปใช้ได้จริง แถมด้วยการเข้าใจภาษาในเชิงลึก เข้าใจจิตใจของผู้พูด ผู้เขียน ทำให้เป็นผู้ที่มีทักษะในการสนทนาและการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในวันข้างหน้า
Science ของหลักสูตรอินเตอร์ เน้นการตั้งคำถาม และการได้มาซึ่งคำตอบ
ขึ้นชื่อว่า Science ถ้าเป็นหลักสูตรไทย เรามักจะนึกถึงสูตรต่าง ๆ อย่างเช่นในวิชา Physics จะมีสูตรให้ต้องท่องจำมากมาย ใน Chemistry ก็มีรูปแบบโครงสร้างต่าง ๆ ที่ต้องจดจำ หรือแม้กระทั่ง Biology ก็ต้องท่องกระบวนการบางอย่างที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็มีในหลักสูตรอินเตอร์ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือเรื่องของการตั้งคำถามและการได้มาซึ่งคำตอบ
จุดเด่นมาก ๆ ของการเรียน Science ในหลักสูตรอินเตอร์คือ การทำการทดลอง หลาย ๆ คนอาจบอกว่าหลักสูตรไทยก็มีการทดลอง แต่การทดลองแบบหลักสูตรไทยนั้นเป็นการทำตามคำสั่ง คือครูหรือหนังสือสั่งให้ทดลองอย่างไรก็ทำไปตามนั้น ในขณะที่หลักสูตรอินเตอร์ จะเริ่มจากการตั้งคำถามก่อน ว่าถ้าอยากจะรู้สิ่งนี้ จะออกแบบการทดลองอย่างไร จะวัดผลอย่างไร จะตกผลึกองค์ความรู้และสรุปออกมาได้อย่างไร
อย่างการทดลองหนึ่งที่เด็ก ๆ เล่าให้ฟัง เป็นการทดลองเพื่อเรียนรู้การทำงานของหัวใจและปอด เมื่อเด็ก ๆ อินเตอร์เข้าห้องทดลองไป จะมีหัวใจและปอดของหมูวางไว้ให้บนโต๊ะ แต่ละกลุ่มจะต้องคิดเอง ออกแบบการทดลองเอง โดยจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้สุดท้ายแล้วหาคำตอบได้ว่า หัวใจและปอดนั้นทำงานอย่างไร ทุกอย่างจะต้องออกแบบเองหมด ทั้งวิธีการทดลอง วิธีบันทึกผล วิธีการสรุป ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะของความเป็น Scientist อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ท่องจำขั้นตอนต่าง ๆ หรือทำตามที่คนอื่นสั่งเท่านั้น
เพราะฉะนั้น เด็กอินเตอร์จะเรียน Science โดยฝึกให้ตั้งคำถาม ฝึกให้ออกแบบการทดลอง ฝึกให้คิดตาม และฝึกให้ค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยใช้องค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่มี ซึ่งสิ่งนี้จะตอบโจทย์โลกแห่งความเป็นจริงที่ Science นั้นเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง และต้องการความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่จะค้นคว้าหาคำตอบไปเรื่อย ๆ
หลักสูตรอินเตอร์ อ่อนกว่าหลักสูตรไทย หรือหลักสูตรไทย อ่อนกว่าหลักสูตรอินเตอร์ คำตอบของคำถามนี้อาจจะไม่จำเป็น แต่อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้รู้แล้วว่า ในแต่ละวิชาหลัก ๆ อย่าง Math, English, และ Science นั้น หลักสูตรอินเตอร์เขาเน้นที่เรื่องอะไร และเด็ก ๆ จะได้ทักษะแบบไหน เมื่อบรรลุตามเป้าหมายของการเรียนได้สำเร็จ
หากอยากให้ลูกคิดเป็น มีทักษะการเรียนรู้ที่ดี โดยใช้ตัวช่วยที่เหมาะสม ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เข้าใจทุก ๆ อย่างไปถึงแก่นแท้ และมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี หลักสูตรอินเตอร์ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับลูก ๆ ครับ
ปรึกษาเรื่องการเลือกหลักสูตร การวางแผนวิชาเรียน และการไปถึงเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิต ทักเข้ามาพูดคุยกันเพื่อนัดหมายกับทีม Education Counsellor ของ APSworld ได้ที่ LINE @krutoo ได้เลยครับ
APSworld : Your guide to personalised learning success
