ทำไมต้อง Study in Japan? เชื่อว่าหลายคนที่มีความชื่นชอบในภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะผ่านการฟังเพลง การอ่านมังงะ หรือดูโดราม่าก็ตาม มีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งในชีวิตอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น ทำให้ในทุก ๆ ปี ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นจุดหมายปลายทางแรก ๆ ในเอเชียที่คนไทยอยากไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศญี่ปุ่น หรืออยากไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในทวีปเอเชียก็ตาม แต่วัฒนธรรมนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและมีความแตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก เพื่อให้คนที่สนใจจะไปร่ำเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นได้รู้ประเทศญี่ปุ่นอย่างลึกก่อนตัดสินใจไป ทาง APSthai เลยโครงการ Study in Japan ที่จะช่วยให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น (Study in Japan) ให้กับบุคคลที่มีความสนใจ โดยจะเขียนบทความเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่สนใจทั้งในด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่น และการศึกษาญี่ปุ่นต่อไป

หลายคนที่สนใจไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศญี่ปุ่น อาจจะสงสัยว่า “หลักสูตรของญี่ปุ่นเป็นแบบไหน?” เพราะแม้จะได้ยินมาว่าญี่ปุ่นเรียนหนัก เรียนจริงจัง แต่ก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่แตกต่างจากการเรียนในบ้านเรา หรือประเทศตะวันตกค่ะ

1. หลักสูตรปริญญาตรีของญี่ปุ่น: เรียนกี่ปี เรียนอะไรบ้าง

โดยทั่วไปแล้ว ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่นใช้เวลาเรียน 4 ปี ยกเว้นบางสาขา เช่น แพทย์ หรือทันตแพทย์ ที่อาจเรียน 6 ปีค่ะ โครงสร้างหลักสูตรจะเริ่มจากวิชาพื้นฐานในปีแรก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ การเขียนวิชาการ หรือปรัชญาทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “การศึกษาแบบรอบด้าน” (liberal arts) ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญ

จากนั้นในปี 2-4 จึงจะเริ่มเข้าสู่การเรียนเฉพาะทางของคณะที่ตนเองเลือก เช่น วิศวกรรม สังคมศาสตร์ การออกแบบ เป็นต้น

2. ระบบห้องเรียนและการสอน

นักศึกษาจะได้เรียนทั้ง lecture (บรรยาย) และ seminar (กลุ่มย่อยแบบอภิปราย) โดยในปีสูงๆ จะมี “เซมินาร์” ที่ต้องอ่านหนังสือ ทำวิจัย และถกเถียงกับเพื่อนร่วมชั้นอย่างจริงจัง ซึ่งวิธีนี้ฝึกให้คิดวิเคราะห์และกล้าแสดงออกค่ะ

ที่สำคัญคืออาจารย์จะคาดหวังให้นักศึกษา รับผิดชอบตัวเอง มาก เช่น มีงานให้แต่ไม่ได้เตือนบ่อย ไม่มีการเช็กชื่อทุกคาบ และมักจะมี การสอบปลายภาคครั้งเดียว ดังนั้นการวางแผนการเรียน การเข้าเรียนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ

3. วิชาเลือกและความยืดหยุ่น

มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้รอบด้านมาก นักศึกษาส่วนใหญ่จึงสามารถเลือกเรียนวิชาเสริมจากคณะอื่น เช่น เด็กวิศวะอาจลงเรียนการสื่อสาร หรือเด็กสายศิลป์อาจเรียนเขียนโปรแกรมได้ ถ้ามีที่นั่งว่างค่ะ

4. วิจัยและโปรเจกต์จบ

เด็กปี 4 มักต้องทำ “โปรเจกต์จบ” (卒業論文 – Sotsuron) หรือวิจัยเดี่ยว โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาดูแล ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนช่วงสุดท้าย ใครที่อยากเรียนต่อโท หรือทำงานวิจัย นี่เป็นโอกาสดีในการฝึกคิดลึกและจัดการเวลาให้ดีค่ะ

5. ภาษาในการเรียน

แม้บางมหาวิทยาลัยจะมีหลักสูตรอินเตอร์เป็นภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หลักสูตรส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นก็ยังสอนเป็น ภาษาญี่ปุ่น อยู่ดีค่ะ ดังนั้นใครวางแผนจะเรียนต่อที่ญี่ปุ่นในระบบภาษาญี่ปุ่น จำเป็นต้องเรียนภาษาและสอบวัดระดับ JLPT ให้ได้ก่อนเข้าเรียน

การเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นนั้นท้าทาย แต่ก็เปิดโอกาสให้เติบโตและเรียนรู้หลายด้านค่ะ ทั้งด้านวิชาการ ชีวิตประจำวัน และวัฒนธรรม หากเตรียมตัวให้ดี จะสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลยค่ะ