ในวันที่ลูกยังเด็ก ๆ พ่อแม่หลาย ๆ บ้านรู้เรื่องเกี่ยวกับการเรียนของลูกอย่างละเอียด ดูแลกันอย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งการบ้านก็ยังเป็นคนสอนให้ลูก ๆ เพราะภาระทางการเรียนของลูกนั้นยังไม่ได้มากมายนัก สิ่งที่ลูกเรียนก็ยังไม่ได้ยากจนถึงจุดที่พ่อแม่ไม่สามารถช่วยเหลือได้

แต่เมื่อลูกโตขึ้น การเรียนมีความซับซ้อนมากขึ้น วิชาที่เรียนมีความหลากหลายขึ้น เริ่มกลายเป็นความท้าทายของพ่อแม่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกได้เหมือนตอนยังเด็ก ๆ บางบ้านจึงค่อย ๆ ถอยห่างออกจากเรื่องเกี่ยวกับการเรียนของลูก แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณครูและโรงเรียนในการจัดการไป

และนั่นคือที่มาของปัญหาสำหรับเด็กหลาย ๆ คน ที่กว่าพ่อแม่จะรู้ว่าลูกมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนในขั้นรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคต เช่น การสอบวัดผล หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ชนิดที่ในวันที่รู้ว่ามีปัญหาก็สายเกินกว่าจะแก้ไขเสียแล้ว เพราะฉะนั้น ต่อให้ลูกจะเรียนในชั้นปีที่สูงแค่ไหนแล้วก็ตาม ก็ยังมีสิ่งที่พ่อแม่ควรจะคอยสังเกตอยู่เสมอ อย่างน้อย 3 สิ่งดังต่อไปนี้

ภาพแสดงมือของคนหนึ่งกำลังเขียนลงในสมุดโน้ตบนโต๊ะทำงาน มีแท็บเล็ตและหูฟังสีขาวอยู่ใกล้ ๆ

1. รูปแบบการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับลูก

เวลาพ่อแม่เห็นลูก ๆ บ้านอื่น เขารักการอ่าน หลาย ๆ บ้านก็มักจะมีคำถามว่า ทำอย่างไรลูกเราถึงจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนคนอื่น ๆ เขาบ้าง ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง และเมื่อพยายามจะบังคับให้ลูกต้องทำตามบ้าง บ่อยครั้งก็จบลงที่ความไม่เข้าใจกันจนไปถึงขั้นทะเลาะกันไปเลยก็มี

ว่าแต่การอ่านหนังสือนั้น จะใช่วิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนหรือไม่ คำตอบคือไม่น่าใช่ เพราะวิธีการเรียนรู้ของคนเรานั้นมีได้หลายแบบมาก ๆ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการอ่านสิ่งต่าง ๆ ในขณะที่บางคนอาจจะชอบการฟังหรือการดู รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมของเขาเหล่านั้น ก็จะกลายเป็นการฟังพอดแคสต์หรือการดูคลิปให้ความรู้ต่าง ๆ ส่วนบางคนนั้นจะเรียนรู้เรื่องหรือเข้าใจได้ จะต้องใช้การลงมือทำด้วยตนเอง จนประจักษ์แจ้งแก่ใจตนเองเป็นสำคัญ

เรื่องนี้เปรียบเหมือนการเดินทางไปยังจุดหมายที่หนึ่ง เส้นทางอาจมีหลากหลาย บางคนชอบเส้นทางแรก บางคนชอบเส้นทางที่สอง บางคนก็ชอบเส้นทางอื่น ๆ สุดท้ายถึงที่หมายเหมือนกันและไม่สามารถบอกได้ว่า เส้นทางไหนดีกว่าเส้นทางไหน สำคัญที่สุดคือการหาให้เจอว่าเส้นทางไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด

เพราะฉะนั้น พ่อแม่ควรต้องสังเกตให้เห็น ว่าวิธีการเรียนรู้ของลูกแบบไหนที่เหมาะสมที่สุด เรียนรู้แบบไหนสนุกที่สุด อยากทำมากที่สุด เกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด ซึ่งถ้าหาเจอเมื่อไรแล้วส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยวิธีนั้นได้บ่อย ๆ เขาก็จะมีความสุขกับการเรียนรู้ และประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

อย่างเด็ก ๆ ที่มาเรียน Full-time Programme ที่ Krutoo นั้นจะมีคุณครูคอยช่วยพ่อแม่สังเกตว่าสิ่งที่เด็ก ๆ ทำได้ดีคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น เรียนรู้ได้ดีด้วยการเรียนเนื้อหาให้แน่นทั้งหมดแล้วค่อยทำโจทย์ทีเดียว หรือเรียนรู้ผ่านตัวอย่างได้ดีกว่า การมองเห็นสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดได้

กราฟแสดงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนกระดานดำ โดยมีคำว่า 'CONTINUOUS IMPROVEMENT' เขียนอยู่ด้านบน

2. พัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้

บางคนใช้เวลาไปกับการเรียนหนังสือค่อนข้างเยอะ พอพ่อแม่เห็นก็สบายใจ คิดว่าลูกของตัวเองน่าจะมีพัฒนาการที่ดี ปรากฎว่าพอคะแนนสอบปลายภาคเรียนออกมา ก็ต้องตกใจ เพราะอะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ทั้งนี้เพราะปริมาณในการเรียนนั้นยังไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าผู้เรียนนั้นทำได้ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่

โดยทั่วไปนั้น โรงเรียนมักไม่ได้มีการวัดผลบ่อย ๆ เน้นการเรียนการสอน แล้วไปวัดเอาทีเดียวตอนหมดภาคการศึกษา (กรณีนี้อาจจะยกเว้น Top School บางแห่งที่ UK หรือที่ Krutoo ที่เราจะมีการวัดผลเด็ก ๆ อยู่เสมอ ๆ) ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าที่ผ่านมาทั้งเทอมนั้นไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย ก็ยากเกินกว่าจะแก้ไขให้ดีขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญที่พ่อแม่จะต้องคิดก็คือ ถ้าโรงเรียนไม่ได้มีการวัดผลที่สม่ำเสมอให้ แล้วลูกของเราจะได้รับการวัดผลที่สมควรได้อย่างไร

เมื่อเจอวิธีการเรียนรู้ที่ชอบแล้ว วิธีการทดสอบสิ่งที่เรียนรู้ก็สำคัญ โชคดีว่าเดี๋ยวนี้มี Platform และวิธีการมากมายที่สามารถทดสอบความก้าวหน้าในการเรียนได้ด้วยตนเอง สามารถหาได้ง่ายตาม Internet เหลือแค่ว่าพ่อแม่จะสนับสนุนลูก ๆ ให้เข้าไปทำสิ่งเหล่านั้นได้มากแค่ไหน บาง Platform เป็นการรวบรวม Past Papers หรือข้อสอบเก่า มาแบ่งเป็นหัวข้อ ๆ แล้วให้เด็ก ๆ ได้ลองทำ บาง Platform ถึงขั้นเป็น AI ที่สร้างโจทย์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อนให้เด็ก ๆ ได้ลองทำได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน การทดสอบตัวเองบ่อย ๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก

การทดสอบบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ Krutoo เข้ามาช่วยพ่อแม่ในการดูแลลูก ๆ เด็ก ๆ ที่มาเรียน Full-time กับเรา เมื่อถูกตั้งเป้าหมายแล้วว่าจะต้องสอบ IGCSE และ A-level ในแต่ละวิชาในช่วงไหน ก็จะมีการตั้งเป้าหมายย่อยลงมาว่า ในช่วงไหนจะต้องทำ Mock Exam ทั้งวิชาเพื่อวัดความพร้อม และในแต่ละคาบเรียนคุณครูที่ดูแลจะคอยทดสอบเด็ก ๆ อยู่เสมอด้วยแบบฝึกหัดเพิ่มเติม และการดึงบางหัวข้อของ Past Papers ออกมาให้ลองทำ ด้วยวิธีการเช่นนี้ เด็ก ๆ Full-time ที่ Krutoo จะรู้ระดับความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ และข้อมูลเหล่านี้ ทางทีมจะส่งให้กับพ่อแม่ได้รับทราบ เพื่อหาทางร่วมกันในการพัฒนาการเรียนของเด็ก ๆ ให้เต็มประสิทธิภาพ และพัฒนาขึ้นทุกวัน ๆ ต่อไป

เด็กสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียน ยิ้มและถือเอกสารที่แสดงผลการเรียน มีอุปกรณ์การเรียนอยู่บนโต๊ะ แสงธรรมชาตส่องเข้ามาในห้อง

3. ความสุขในการเรียนของลูก

เด็กบางคนนั้นน่าเห็นใจเป็นอย่างมาก เพราะขาดความสุขในการเรียนรู้ บางคนไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ไม่รู้จะเรียนไปทำไม เรียนไปไม่มีความสุข จึงหันไปพึ่งพาความสุขจากเรื่องอื่น ๆ ที่สร้างความสุขระยะสั้นได้ง่ายกว่า เช่น การเล่นเกม การคุยกับเพื่อน หรือการทำกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย หรือไปถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตก็มี

ส่วนบางคนนั้น แม้จะตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก ต่างจากเด็กที่ขาดเป้าหมาย แต่ก็ตั้งใจเรียนไปแบบไม่มีความสุข กดดันตัวเอง มีความเครียด และความคาดหวังที่เกิดพอดีอยู่ตลอดเวลา กลุ่มนี้สุดท้ายมักตามมาด้วยปัญหาสุขภาพจิต ที่ต้องเยียวยารักษากันในระยะยาวต่อไป หรือบางคนสุดท้ายก็อดทนไม่ได้ ละทิ้งความตั้งใจทั้งหมด และไม่เอาอะไรกับชีวิตอีกเลย

จะทำสิ่งใดได้ดี ความสุขเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีความสุขเสียแล้ว ก็ยากที่จะอดทน มุ่งมั่น และทำให้สำเร็จได้ เพราะฉะนั้น การหาให้เจอว่าลูกชอบอะไร สนใจอะไร ถนัดอะไร เหมาะกับสิ่ง ๆ ไหน จึงเป็นโจทย์ที่พ่อแม่ในฐานะผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของลูก ๆ ต้องคอยช่วยดูแล และชี้แนะแนวทางให้ลูก ๆ เลือกทำในสิ่ง ๆ นั้น นอกจากนั้นการชี้ให้เห็นถึงความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่กำลังเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ปลายทางเมื่อประสบความสำเร็จ ก็เป็นแนวทางที่สำคัญ เพราะถ้าลูกเห็นความสุขที่เกิดขึ้นในทุก ๆ วันแล้ว โอกาสที่จะไปถึงความสำเร็จไปพร้อม ๆ กับการมีชีวิตที่ดีนั้นก็มีมากขึ้น

เด็ก ๆ ที่มาเข้าร่วม Full-time Programme ที่ Krutoo หลาย ๆ คน ตัดสินใจเปลี่ยนวิชาเรียนทั้งหมดจากโรงเรียนเดิม มาเป็นวิชาใหม่ที่นี่ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเอง เก่ง รัก ชอบ ถนัด และมีความสุขมากที่สุด จากโรงเรียนเดิมที่เคยผลการเรียนไม่ดี เพราะเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบ กลับกลายเป็นคนที่มีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม มีความก้าวหน้า ค้นหาตัวเองเจอ และที่สำคัญคือมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ทั้งนี้เพราะกล้าที่จะออกมาแล้วเลือกเส้นทางใหม่ที่เหมาะสมที่สุดให้กับตนเอง ซึ่งความกล้าหาญนี้ไม่ใช่แค่ตัวเด็กเท่านั้น แต่พ่อแม่เองก็เช่นกันที่เมื่อกล้าหาญที่จะเลือกเส้นทางใหม่ให้กับลูกแล้ว ลูกก็เลยได้รับโอกาสครั้งใหม่ที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น

ที่ Krutoo เราทำงานในฐานะเพื่อนคู่คิดของพ่อแม่ ช่วยพ่อแม่ตรวจสอบการเรียนของลูก ๆ คอยรายงานความคืบหน้า แนะนำแนวทางที่เหมาะสม และหาทางออกต่อสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ด้วยรูปแบบการเรียนและการ Consult วางแผนการเรียนแบบ 1-on-1 ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนที่มา Full-time ที่ Krutoo ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ IGCSE หรือ A-level หรือ Programme ไหนก็ตาม ได้เรียนในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงกับตัวเองมากที่สุด มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ และสำคัญที่สุดคือ มีความสุขกับการเรียนรู้ อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจะเกิดขึ้นในวัยของเขา

ติดต่อเข้ามาพูดคุยกันเพิ่มเติม เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้กับลูก ได้ที่ Line @krutoo และโทร 02-026-3221 ได้เลยครับ

Krutoo Home Education: Tailored learning paths, shared dreams