จบ ม.6 แล้วอยากเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษต้องทำอย่างไร ?

CategoriesarticlesTagged , , , ,

หลาย ๆ คนอาจเคยสงสัย ว่าจบ ม.6 ในประเทศไทยแล้ว ถ้าจะไม่เรียนมหาวิทยาลัยที่ไทย แต่จะไปเรียนที่อังกฤษ จะต้องทำอย่างไร จะมีระบบสอบเข้าอะไรที่ต่างจากการเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยหรือไม่ วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ

มหาวิทยาลัยดี ๆ ในอังกฤษ ไม่รับวุฒิ ม.6

ใช่ครับ มหาวิทยาลัยดี ๆ ในอังกฤษ ไม่รับเด็กที่จบวุฒิ ม.6 เพราะระบบการศึกษาบ้านเรากับบ้านเขานั้นค่อนข้างต่างกัน เพราะฉะนั้นการจะบอกว่า จบ ม.6 แล้ว ถือว่าจบ High school แล้ว สามารถเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเริ่มมีบางมหาวิทยาลัยที่อังกฤษที่รับให้เด็กจบ ม.6 สมัครเข้าไปเรียนได้ แต่น่าเสียดายว่าอาจจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลงานไม่ดีเท่าไร ทั้งนี้เพราะในมหาวิทยาลัยที่ดีพอ เขาจะเห็นว่าวุฒิ ม.6 ที่เด็กจบมา ถ้ามาเรียนมหาวิทยาลัยเลยจะมีความแตกต่างค่อนข้างเยอะ การฝืนรับเด็กเข้ามา สุดท้ายเด็กอาจจะเรียนไม่ไหวก็ได้ เพราะฉะนั้นที่ไหนรับเด็กจบวุฒิ ม.6 เข้าไปง่าย ๆ อันนี้ต้องระวังนะครับ ว่าเขากำลังจะหลอกเราเข้าไปเรียนแบบไม่รับผิดชอบชีวิตเราหรือเปล่า

A-level และ Foundation จึงเป็นทางออก

เมื่อวุฒิ ม.6 อย่างเดียวไม่พอ เด็กไทยที่จบ ม.6 แล้วจึงต้องหาวุฒิเพิ่ม ซึ่งถ้าในอดีตวิธีที่ใช้กันมากที่สุดคือ การใช้วุฒิ A-level ครับ

อันนี้จะเห็นได้ชัดในพวกเด็ก ๆ ไทยเราที่ไปแข่งโอลิมปิกวิชาการ ได้เหรียญกลับประเทศมา หรือพวกสอบได้ทุนต่าง ๆ ของประเทศเรา เมื่อจบ ม.6 แล้ว เขาจะไปหาโรงเรียนในอังกฤษ เพื่อเรียนหลักสูตร A-level เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเป็น 2 ปีที่เด็ก ๆ จะสร้าง profile ต่าง ๆ และสมัครเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ที่อังกฤษต่อไป

วิธีนี้พอหลาย ๆ คนฟังปุ๊บก็จะรู้สึกว่าเสียเวลา เพราะจบ ม.6 แล้วยังเหมือนต้องไปซ้ำชั้น High school ที่อังกฤษอีกตั้ง 2 ปี แต่ลองคิดดูดี ๆ นะครับ ผมจะเปรียบเทียบเด็ก 2 คนให้ดู

  • คนแรก จบ ม.6 ต่อปริญญาตรีเมืองไทย (4 ปี) ต่อปริญญาโทที่ไทย (2 ปี) จบปริญญาโทหลังจบ ม.6 ใช้เวลา 6 ปี
  • คนที่สอบ จบ ม.6 ไปต่อ A-level ที่อังกฤษ (2 ปี) ต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ (3 ปี) ต่อปริญญาโทที่อังกฤษ (1 ปี) สุดท้ายใช้เวลา 6 ปีเท่ากันในการจบจนถึงปริญญาโท

เพราะฉะนั้น ถ้าวัดกันถึงปริญญาโท วิธีนี้ไม่ได้เสียเวลาเลย แถมยังจบทั้งปริญญาตรีและโทที่อังกฤษอีกด้วย

การใช้วุฒิ A-level นี้เป็นวิธีที่ดีและยั่งยืนที่สุด เพราะเด็ก ๆ จะได้รับความรู้และทักษะที่ควรจะได้จากระบบอังกฤษแบบเต็ม ๆ รวมถึง Mindset ของการ Self-learning ซึ่งจะทำให้เข้าไปเรียนปริญญาตรีมหาวิทยาลัยดี ๆ ที่อังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ในยุคต่อ ๆ มาก็เริ่มมีการสร้างทางเลือกใหม่เกิดขึ้น เพื่อประหยัดเวลาให้ได้อีก 1 ปี และนั่นคือที่มาของวุฒิที่เรียกว่า Foundation

Foundation คือการเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ หรือ โรงเรียนที่อังกฤษเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะเข้าเรียนต่อปริญญาตรีปี 1 ในมหาวิทยาลัยต่อไป ซึ่งเนื้อหาที่เรียนจะน้อยลงมากว่า A-level และตัดให้เหลือแค่สิ่งที่สำคัญที่จะต้องนำไปใช้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยจริง ๆ ข้อดีของ Foundation คือเร็วกว่า A-level เพราะใช้เวลาแค่ 1 ปี แต่ก็มีข้อที่ควรระวังหลายประการ เช่น

  • ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ที่รับเด็กจบวุฒิ Foundation เข้าไปเรียนปริญญาตรี
  • Foundation แต่ละที่มี Credit ไม่เท่ากัน ต้องระวังให้ดีว่าจบ Foundation ของที่นี่ แล้วจะสามารถสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่ไหนได้บ้าง
  • Foundation บางที่รับเข้าง่าย บางครั้งง่ายเกินไป จนไม่ได้คัดกรองว่าเราเข้าไปแล้วจะเรียนรอดไหม หรือจะไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ไหม เรียกง่าย ๆ ว่าเป็น Foundation หลอกเอาเงินนั่นเอง

และปัจจุบันมี Foundation ที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบผิดวัตถุประสงค์ดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก เช่น Foundation ที่รับเด็กจบ IGCSE เข้าไปเรียน ซึ่งอันตรายมากที่มุ่งเน้นแต่จะลดจำนวนปีที่ต้องใช้ในการเรียนให้กับเด็ก ๆ แต่ไม่ได้รับผิดชอบเลยว่าเด็กจะพร้อมในการเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่อไปหรือไม่ ผมอยากจะบอกว่าอะไรที่มันดูเร็วผิดปกติ ดูเป็นทางลัดจนเกินไป นี่ต้องระวังทั้งนั้นครับ มันง่ายตอนนี้ แต่ต้องแก้เกมในวันข้างหน้าแบบไม่ง่ายเลย พังมาหลายเคสแล้วครับ

สรุปแล้ว ผมเชียร์ A-level มากกว่า เพราะอย่างที่ชี้แจงไปครับว่าในภาพรวมแล้วไม่ได้เสียเวลาเลย แถมยังมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดระดับไหนก็ได้ เพราะเราจะมี profile เสมือนว่าเป็นเด็กระบบอังกฤษไปแล้วนั่นเอง แถมยังได้ความรู้และทักษะครบถ้วนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี … ไม่เห็นต้องรอถึง ม.6 เลย ถึงจะทำ A-level ได้

ไม่มีข้อกำหนดใด ๆ ครับว่าต้องรอจบ ม.6 ก่อนจึงจะสามารถเรียน A-level ได้ จริง ๆ แล้ว A-level สามารถเรียนไปพร้อม ๆ กับการเรียน ม.ปลาย ได้เลย เพียงแต่ว่างานจะหนักหน่อย เพราะเนื้อหาและทักษะที่ใช้นั้นมีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน และนั่นหมายถึงเด็ก ๆ อาจจะต้องไปเรียนเนื้อหาหลักสูตรไทยช่วงกลางวัน แล้วหาติวเตอร์หรืออ่านหนังสือเอง เรียนเพิ่มเองในช่วงเย็นวันธรรมดา หรือ เสาร์อาทิตย์ ซึ่งเราเคยเห็นเด็กที่ทำสำเร็จมาแล้วนะครับ แต่งานหนักมากเป็น 2 เท่าเลย

และไม่ใช่แค่นั้นครับ มันไม่ใช่แค่การเรียน A-level ให้จบแล้วจะเข้ามหาวิทยาลัยในอังกฤษได้ทันที แต่เด็ก ๆ จะต้องเตรียม UCAS Application ด้วย ซึ่งองค์ความรู้ตรงนี้ส่วนใหญ่แล้วโรงเรียนไทยในระบบไทยจะไม่มี และขาดบุคลากรที่จะช่วยดูแลให้เด็ก ๆ ได้ สุดท้ายอาจเรียน A-level จนจบได้จริงในตอนที่จบ ม.6 พอดี แต่ไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษได้อยู่ดี ซึ่งก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้น มันอาจต้องตัดสินใจแบบนี้ครับ ว่าถ้าคิดว่าจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่อังกฤษแน่ ๆ สำหรับคนที่เพิ่งอยู่ ม.4 ก็เรียนจบแค่ ม.4 พอ แล้วสมัครเรียนต่อ A-level ในประเทศอังกฤษ ไปเรียน A-level 2 ปีแทน ม.5 และ ม.6 ไปเลย ซึ่งตรงนี้ทำได้ และไม่ได้เสียเปรียบคนที่จบ ม.6 แล้วค่อยไปต่อ A-level แต่อย่างใดครับ เพราะอย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษไม่ได้สนใจวุฒิ ม.ปลายของบ้านเรา เพราะฉะนั้นการจบค้าง ๆ คา ๆ แค่ ม.4 ไม่มีวุฒิ ม.ปลายติดตัว จึงไม่ใช่ปัญหาเลย (ผมเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านอาจกังวลตรงนี้ แต่พิจารณาดี ๆ แล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลเลยครับ) เอาจริง ๆ วุฒิ A-level ที่จะได้นั้นถือว่าเหนือกว่ามาก ๆ แถมนี่ยังเร็วกว่าการรอให้จบ ม.6 แล้วค่อยไป ถึง 2 ปีเต็ม ๆ ครับ

เพียงแต่อีกโจทย์ที่สำคัญคือ โรงเรียน A-level ที่จะไปหลังจบ ม.4 นั้น ก็ไม่ใช่ว่าโรงเรียนอะไรก็ได้นะครับ ต้องเป็นโรงเรียนที่ดีพอที่จะพาเราไปเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ในอังกฤษได้ อันนี้ลองย้อนดูบทความเกี่ยวกับเรื่องการเลือกโรงเรียนดู หรือสงสัยว่าโรงเรียนไหนดีไม่ดีอย่างไร พูดคุยกันเพิ่มเติมได้นะครับ

และเพื่อให้เหนือชั้นกว่านั้น คือการมี IGCSE ติดตัวไปด้วย

ถ้าใครวางแผนได้ดีกว่านั้น ก็สามารถมีวุฒิ IGCSE ติดตัวไปด้วยก่อนจะไปขึ้น A-level ได้ เพราะการมีทั้งวุฒิ IGCSE และ A-level คราวนี้ profile ของเราจะเป็นเสมือนเด็กที่เรียนในระบบอังกฤษ 100% ซึ่งจะทำให้โอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ที่อังกฤษได้สำเร็จมากขึ้นไปอีก

ซึ่งวิธีที่เราจะมีวุฒิ IGCSE ติดตัวไปได้นั้น ทำได้หลายแบบ ดีสุดคือตั้งแต่ ม.2 ทำ Career Test หาตัวเองให้เจอว่าเก่ง รัก ชอบ ถนัด และ มีความสุขในด้านไหน จากนั้นวางแผนเลยว่าระหว่างที่เรียน ม.2 ม.3 ม.4 นั้น จะทยอยสอบ IGCSE ในวิชาไหนบ้าง ในปีไหนบ้าง ในรอบไหนบ้าง ซึ่งการทยอยสอบ IGCSE ปีละไม่กี่วิชา เด็ก ๆ จะใช้เวลาในการติวเพิ่มช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์น้อยมาก และเผลอ ๆ เก็บได้ครบ 8 – 10 วิชา ก่อนจบ ม.4 แล้วบินไปเรียนต่อ A-level ด้วยเกรด A* ในมือทุกวิชาก็เป็นไปได้

สรุปแล้ว เด็กไทยในระบบไทยก็มีโอกาสไปเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ที่อังกฤษได้ครับ แบบดั้งเดิมเลยคือ จบ ม.6 แล้วค่อยไปเรียน A-level ก่อนจะต่อมหาวิทยาลัยต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้เราทำได้เร็วกว่านั้นแล้ว คือ จบ ม.4 แล้วไปเรียน A-level เลย หรือก่อนไปก็สามารถทำ IGCSE ติดตัวไปได้ด้วย

ทั้งนี้จะวางแผนสอบ IGCSE กันอย่างไร จะเลือกโรงเรียน A-level หลังจบ ม.6 หรือ ม.4 อย่างไร อันนี้แนะนำว่าควรเข้ามาพูดคุยกับเพิ่มเติม เพราะแผนแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามขอให้เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้นะครับ แค่วางแผนให้ถูกและลงมือทำเท่านั้นเองครับ

ติดต่อนัดหมายปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ 084-320-1789, 083-179-9630 หรือ add Line เข้ามาที่ @apsthai นะครับ

แบ่งปันเรื่องราวนี้ :

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply