มหาวิทยาลัยที่ Scotland เรียน 4 ปี แล้วมันดียังไง ?

CategoriesarticlesTagged , ,

ปกติแล้ว ปริญญาตรีเกือบทั้งหมดของประเทศอังกฤษจะใช้เวลาเรียนแค่ 3 ปี จะมี 4 ปีบ้างก็จะเป็นประเภทที่รวมการฝึกงานหรือรวมปริญญาโทเข้าไป แต่สำหรับที่ Scotland นั้น ปริญญาตรีส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียน 4 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนสงสัยว่าทำไมถึงต้องใช้เวลานานกว่าที่อื่น ๆ จะบอกว่าเพราะการเพิ่มขึ้น 1 ปีนี่แหละครับ ที่ทำให้มหาวิทยาลัยที่ Scotland นั้นมีจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ วันนี้เรามาหาคำตอบเรื่องนี้กันครับ

เรียนจบ 2 ปี ค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าจะเรียนจบด้านไหน และสามารถเรียนจบได้หลาย ๆ ด้านพร้อมกัน

การเรียนจบ 2 ปีแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าจะเรียนจบด้านไหน หรือเป็นเฉพาะทางด้านไหน มีลักษณะใกล้เคียงกับระบบการเรียนของมหาวิทยาลัยที่อเมริกา ซึ่งใน 2 ปีแรก จะให้ผู้เรียนได้มีโอกาสลงเรียนในสาขาวิชาที่หลากหลาย เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตนเอง จากนั้นเมื่อจบปี 2 แล้วค่อยแจ้งกับทางมหาวิทยาลัยว่าจะเรียนต่อด้านไหน หรือจะเรียนต่อให้จบหลาย ๆ ด้านแต่มีความโดดเด่นใน 1-2 ด้านเป็นพิเศษก็สามารถทำได้

ซึ่งมหาวิทยาลัยใน Scotland ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ต่างกันที่ในตอนสมัครเรียนผ่านทาง UCAS Application นั้นจะต้องระบุสาขาวิชาหลักของตนเองเข้าไปก่อน อย่างไรก็ดี สิ่งนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ภายใน 2 ปีแรก เรียกได้ว่าบางคนสมัครเข้าไปเป็นสาขาวิชาหนึ่ง อาจจะจบออกมาเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งและไม่เหมือนกับสิ่งที่สมัครไว้ในตอนแรกก็เป็นไปได้

เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะใช้เวลานานขึ้นกว่าที่อื่น ๆ ในอังกฤษเป็น 4 ปี แต่ก็มีข้อดีในแง่ของการที่ผู้เรียนจะได้ค้นหาตัวเองอีกครั้ง หรือเมื่อเจอแล้วว่ามีความสนใจหลาย ๆ ด้าน ก็สามารถเรียนหลาย ๆ อย่างที่สนใจไปพร้อม ๆ กันได้ ซึ่งแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในอังกฤษที่เรียนแค่ 3 ปี แต่ต้องโฟกัสแค่เรื่องเดียวไปเลย ยากที่จะเปลี่ยนแปลง และยากที่จะเรียนหลาย ๆ ด้านไปด้วยกันได้

ตัวอย่างปริญญาตรีที่ University of St Andrews

ในที่นี้จะยกตัวอย่างปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยระดับท็อปแห่งหนึ่งใน Scotland นั่นคือ University of St Andrews ครับ ซึ่งใน 2 ปีแรก ผู้เรียนจะเรียนวิชาหลัก ๆ ตามที่ตัวเองสมัครเรียนมาในตอนแรก แต่สามารถทดลองเรียนสาขาวิชาอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เรียนร่วมกับสิ่งที่ตัวเองเลือกมาได้ด้วย ทำให้เมื่อเรียนจบ 4 ปีแล้ว รูปแบบของปริญญาตรีที่เป็นไปได้จะมีถึง 3 แบบด้วยกัน ขึ้นกับว่าจัดการกับ 2 ปีสุดท้ายอย่างไร คือ

  • Single Honours Degree คือการที่ 2 ปีสุดท้าย โฟกัสแค่ด้านเดียวที่ตัวเองสนใจไปเลย
  • Joint Honours Degree คือการที่ 2 ปีสุดท้าย โฟกัสไปที่ 2 ด้านที่สามารถเรียนร่วมกันได้ หรือถ้าเรียกแบบระบบอเมริกันก็เรียกว่าเป็นการเรียนจบแบบ Double majors ซึ่งชื่อปริญญาตรีที่ได้จะเชื่อมด้วยคำว่า And
  • Honours Degree with a Major คือการที่ 2 ปีสุดท้าย โฟกัสด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ก็มีการเรียนในด้านอื่น ๆ ที่สามารถเรียนร่วมกันได้ด้วย แต่สัดส่วนจะไม่เท่ากับด้านที่โฟกัสเป็นหลัก ซึ่งชื่อปริญญาตรีที่ได้จะเชื่อมด้วยคำว่า With

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าผู้เรียนสมัครเรียนสาขาหลักคือ Computer Science

  • ถ้าเลือกแบบ Single Honours Degree ก็จะมีชื่อปริญญาตรีเป็น BSc (Hons) in Computer Science
  • ถ้าเลือกแบบ Joint Honours Degree แล้วเรียนคู่กับ Economics ก็จะมีชื่อปริญญาตรีเป็น Bsc (Hons) in Computer Science and Economics
  • ถ้าเลือกแบบ Honours Degree with a Major แล้วมีเรียนวิชาทางด้าน Economics แต่ในจำนวนที่น้อยกว่า Computer Science ก็จะมีชื่อปริญญาตรีเป็น Bsc (Hons) in Computer Science with Economics

ทั้งนี้การจะเรียนแบบ And หรือ With นั้น ไม่ใช่ว่าจะสามารถจับคู่กับอะไรก็ได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นด้าน Computer Science ที่ยกตัวอย่างนี้ก็จะสามารถจับคู่ได้กับเฉพาะ Biology, Economics, Management, Management Science, Mathematics, Philosophy, Physics, Psychology, และ Statistics เท่านั้น

นอกจากนี้ จะมีบางสาขาวิชาที่ไม่สามารถมีการ And หรือ With กับอย่างอื่นได้อีก อย่างเช่น ด้าน Medicine เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นวิชาที่เป็นด้านหมออย่างเดียวไปเลย (และใช้เวลามากกว่า 4 ปีด้วย)

ทั้งนี้ ที่ยกตัวอย่างมาเป็นแค่ของ University of St Andrews เท่านั้น สำหรับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ใน Scotland นั้นจะมีสาขาวิชาเป็นอย่างไร สามารถทำ Joint Honours Degree หรือ Honours Degree with a Major ได้อย่างไรบ้าง ดีที่สุดคือเข้าไปศึกษาในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ครับ

เรียน 4 ปีที่ Scotland เห็นว่าบางที่ได้วุฒิปริญญาโทเลย

แม้ว่าการเรียน 4 ปีที่ Scotland จะถือว่าเป็นการเรียนระดับปริญญาตรี ได้วุฒิปริญญาตรี แต่ก็มีบางมหาวิทยาลัยที่มีบางสาขาวิชาที่เมื่อเรียนจบ 4 ปีแล้ว จะได้วุฒิที่ขึ้นต้นด้วยตัว M ที่ย่อมาจาก Master เสมือนว่าเป็นปริญญาโท

ยกตัวอย่างเช่น University of Glasgow ถ้าเรียนสาขา Politics จนจบ 4 ปี จะได้วุฒิ MA(SocSci) with Honours in Politics ซึ่งแม้จะเป็นว่า MA ที่ย่อมาจาก Master of Arts แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่ยังเป็นการเรียนในระดับปริญญาตรีเท่านั้น ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนเลยว่าสาขาวิชานี้เป็นแค่ระดับ Undergraduate Level หรือปริญญาตรี ไม่ใช่ปริญญาโทแต่อย่างใด

เพราะฉะนั้น การเรียน 4 ปีที่ Scotland นั้น จะได้แค่วุฒิปริญญาตรีเท่านั้น (ไม่เหมือนกับที่อื่นในอังกฤษที่การเรียน 4 ปีส่วนมากจะได้ปริญญาโท) ถ้าจะได้ปริญญาโทใน Scotland จะต้องต่อปีที่ 5 ซึ่งบางครั้งก็จะมีแบบรวบเป็นคอร์สเดียวไปเลยที่เรียกว่า Integrated Master Degree เป็นต้น

บางมหาวิทยาลัยในบางสาขาวิชารับเข้าที่ปริญญาตรีปี 2 ได้ ทำให้เรียนแค่ 3 ปีจบ

หลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่ Scotland เปิดโอกาสให้ผู้สมัครบางคนสามารถลัดชั้นไปเริ่มเรียนที่ปี 2 ได้เลย ถ้ามีผลการเรียนหรือคุณสมบัติบางอย่างที่ดีเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น สาขา Physics ที่ University of Edinburgh

  • ถ้าจะเข้าปี 1 ตามปกติ เกรด A-level ที่ต้องได้คือ AAA และต้องได้ A ในวิชา Math
  • แต่ถ้าจะเข้าปี 2 เกรด A-level ที่ต้องได้คือ A*AA และต้องได้ A* ในวิชา Math

ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สมัครบางคนได้ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกสาขาวิชาในทุกมหาวิทยาลัยใน Scotland ที่จะสามารถทำแบบนี้ได้นะครับ อย่างเช่น สาขา Economics ที่ University of Edinburgh ก็ไม่สามารถสมัครเข้าตรงไปที่ปี 2 ได้ เพราะฉะนั้น ให้ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยก่อนครับ

สรุปแล้ว การเรียน 4 ปีที่มหาวิทยาลัยที่ Scotland นั้นก็มีข้อดีที่น่าสนใจอย่างที่กล่าวไปแล้วครับ สำคัญที่สุดคือ จะเรียนที่ไหนก็ตามไม่ว่าจะเป็นใน Scotland หรือนอก Scotland ก็ให้เข้าไปหาข้อมูล ศึกษาเว็บไซต์ของสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ดี หรือถ้ามีข้อสงสัย ก็ส่ง email คุยกับทาง admissions team ของเขาได้เลยครับ จะได้เตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง และได้ไปเรียนในที่ที่ถูกใจจริง ๆ ครับ

แบ่งปันเรื่องราวนี้ :
error10
Tweet 20
fb-share-icon20

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply