กรณีศึกษา : เส้นทางหลัง จบ ม.3 สู่มหาวิทยาลัยระดับท็อปที่อังกฤษ

CategoriesarticlesTagged , , ,

หากเราเรียนหลักสูตรไทย ในโรงเรียนไทย แล้วต้องการจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ วิธีการที่ทำกันมาแต่ดั้งเดิมก็คือ รอจนจบ ม.6 แล้วค่อยไปเรียนหลักสูตร A-level เป็นเวลา 2 ปี หรือถ้าสมัยใหม่ขึ้นมาหน่อยก็จะไปเรียนหลักสูตร Foundation เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ เป็นการเสียเวลาเพิ่ม แถมวิธีหลังที่ไปเรียน Foundation นั้นแม้จะดูประหยัดเวลาขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ต้องแลกกับโอกาสของการเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ที่จะลดลงเป็นอย่างมาก

หลาย ๆ คนจึงเริ่มมองทางเลือกของการย้ายระบบตั้งแต่ก่อนจบ ม.6 เช่น พอจบ ม.3 แล้วก็หาโรงเรียนอินเตอร์ หรือ โรงเรียนในอังกฤษเข้าไปเรียน Year 10 ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เสียเวลาเพิ่ม 1 ปีอยู่ดี เพราะโดยอายุแล้ว Year 10 นั้นเทียบเท่ากับ ม.3 ไม่ต่างอะไรกับการซ้ำชั้น หรือบางทีเจอโรงเรียนที่รับเข้าไปเรียน Year 11 (1 year IGCSE) ก็มักจะได้เรียนอย่างไม่มีคุณภาพ โดนลดจำนวนวิชาเรียน เสียอนาคตกันไปเลยในระยะยาว

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ดูแล้วเหมือนจะไม่มีหวังเลยที่เด็กระบบไทยที่ต้องการย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษนั้นจะไม่ต้องเสียเวลา แถมยังได้คุณภาพในการเรียนที่ดี

จริง ๆ แล้วยังมีหวังครับ อย่างเช่นกรณีศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของเด็กคนหนึ่ง ในที่นี้เราจะเรียกเขาว่าน้องเจนะครับ ลองอ่านกันดูนะครับว่าเส้นทางหลังจบ ม.3 ของน้องเจเป็นอย่างไรบ้าง

ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาทำ Homeschool

หลังจากจบ ม.3 น้องเจและคุณพ่อคุณแม่เห็นตรงกันว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ในโรงเรียนหลักสูตรไทยอีกต่อไป เพราะตอนนี้เป้าหมายชัดเจนแล้วว่าน้องเจต้องการจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ และ London School of Economics หรือ LSE ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปด้าน Economics นั้นคือเป้าหมายของเขา ซึ่งสอดคล้องกับผลการทำ Career Test ที่ออกมาว่าน้องเจเหมาะที่สุดกับการเรียนต่อด้าน Economics

เมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้ว จึงลาออกจากโรงเรียน จะไม่กลับไปเรียน ม.4 อีก และตั้งเป้าจะสอบ IGCSE ให้ครบ 9 วิชาให้ได้ภายในเวลา 1 ปี ด้วยรูปแบบการเรียนที่เรียกว่า Homeschool คือเรียนตัวต่อตัวกับคุณครูผู้เชี่ยวชาญ แล้วทยอยสอบเก็บเกรดไปทีละ 3 วิชาในการสอบทั้งหมด 3 รอบ เป้าหมายคือทำ A* ให้ได้มากที่สุด ซึ่ง ณ ตอนนั้นน้องเจมุ่งมั่นตั้งใจมาก ๆ ที่จะทำ A* ให้ครบทั้ง 9 ตัวให้ได้

การทำ Homeschool แบบเรียนตัวต่อตัวนี้ สามารถลดระยะเวลาการเรียน IGCSE จาก 2 ปีให้เหลือ 1 ปีได้ แถมยังคาดหวังผลลัพธ์ที่สูงมาก ๆ ได้ด้วยหากเด็ก ๆ ตั้งใจเรียนมากพอ เพราะเป็นการเรียนที่โฟกัสมาก ๆ และถูกออกแบบมาให้เฉพาะเจาะจงกับเด็ก ๆ แต่ละคนอย่างแท้จริง เพราะวิชาที่เลือกเรียนนั้น เลือกจากผลที่ได้จากการทำ Career Test ทำให้เด็กได้เรียนในหลักสูตรที่ตรงกับตัวเองมากที่สุด

แม้สุดท้ายแล้วน้องเจจะทำ A* ใน IGCSE ได้ไม่ถึงตามเป้า คือได้ทั้งหมด 8 ตัวจากที่คาดหวังไว้ที่ 9 ตัว แต่โอกาสที่เกิดขึ้นกับชีวิตของน้องเจจากเรื่องนี้ก็คือ

อย่างแรก น้องเจสอบติดโรงเรียน Sixth Form College ชื่อดังของอังกฤษอย่าง Abbey College ที่เมือง Cambridge เพื่อไปเรียนต่อในระดับ A-level หรือ Year 12 – 13 ซึ่งโดยอายุแล้วก็คือเทียบเท่ากับ ม.5 และ ม.6 ซึ่งโรงเรียนนี้มีชื่อเสียงมาก ๆ ในการปั้นเด็กเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยระดับท็อปที่อังกฤษ ในสาขาใด ๆ ก็ตามที่ต้องใช้คะแนนวิชา Maths สูง ๆ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของน้องเจพอดีที่ต้องการจะสอบเข้าสาขา Economics ของ LSE

อย่างที่สอง โรงเรียน Abbey College ที่ Cambridge เสนอให้ scholarship กับน้องเจสูงถึง 50% อันเนื่องมาจากผลสอบ IGCSE ที่โดดเด่นที่ได้ A* มากถึง 8 วิชาจากทั้งหมด 9 วิชา และความชัดเจนในตัวเองเป็นอย่างมากเกี่ยวกับสิ่งที่จะเลือกเรียนและจะเลือกทำในอนาคต

จากวันแรกของการเรียน A-level ที่อังกฤษ สู่เป้าหมายมหาวิทยาลัยที่ตัวเองต้องการ

น้องเจเล่าให้ฟังว่า แม้ A-level ที่เลือกเรียนจะเรียนแค่ 4 วิชา คือ Maths, Further Maths, Economics และ Psychology แต่ก็ถือว่าหนักมากจริง ๆ หนักกว่าตอนเรียน IGCSE 9 วิชาเสียอีก เพราะต้อง self-study หรือเรียนเอง อ่านหนังสือเอง ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าคุณครูไม่สอน แต่ตามหลักสูตรแล้ว คุณครูมีหน้าที่อธิบายประเด็นสำคัญเพียงเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของผู้เรียนที่ต้องอ่านหนังสือเอง เรียนรู้เองมาล่วงหน้า ซึ่งน้องเจบอกว่า พอปรับตัวได้ ก็เลยรู้ว่านิสัยและทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองนี่แหละที่จะทำให้เอาตัวรอดในวันข้างหน้าและพึ่งพาตัวเองได้

ประกอบกับระบบการช่วยเหลือที่ดี และการได้เรียนกับคุณครูที่มีประสบการณ์มาก ๆ ทำให้การเตรียม profile ต่าง ๆ เพื่อยื่นสมัครมหาวิทยาลัยที่อังกฤษนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น ตั้งแต่ขึ้น Year 12 ใหม่ ๆ โรงเรียนก็แนะนำให้น้องเจเริ่มเขียน Personal Statement เริ่มค้นคว้าอ่านหนังสือเพิ่ม เริ่มหาที่ทำ Work experience เริ่มซ้อมทำข้อสอบ Admissions Tests และซ้อมการ Debate เพื่อใช้ในการ Interview ทำให้เมื่อถึงเวลาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ทุกอย่างก็เหมือนจะเตรียมตัวมาแล้วเป็นอย่างดี

สุดท้ายน้องเจได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยทั้ง 5 ที่ที่เลือกสมัครไป แน่นอนว่า LSE ก็เป็นหนึ่งในนั้น LSE ขอให้น้องเจทำเกรด A-level ตอนจบให้ได้ A* 1 วิชา กับ A อีก 2 วิชา ซึ่งสุดท้ายน้องเจทำเกรดได้สูงกว่าที่ทาง LSE ขอมาเยอะมาก คือได้ A* มากถึง 3 วิชา และแถมได้ A อีก 1 วิชาอีกด้วย ทำให้สุดท้ายเข้าไปเรียน LSE ในสาขา Economics ได้อย่างที่ต้องการ

การตัดสินใจของน้องเจและคุณพ่อคุณแม่ในวันนั้น ทำให้ 3 ปีที่จะต้องเป็นการเรียน ม.ปลาย เปลี่ยนเป็น 3 ปีของการเรียน Homeschool IGCSE 1 ปี และเรียน A-level อีก 2 ปีในโรงเรียนดี ๆ ในประเทศอังกฤษ และเปลี่ยนจากการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย เป็นการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยระดับท็อปที่ประเทศอังกฤษอย่าง LSE เป็นอีก 1 ในกรณีศึกษาที่เรารู้สึกยินดีด้วยมาก ๆ กับการตัดสินใจที่ถูกต้องในครั้งนั้น

การวางแผนและความเข้าใจในเรื่องหลักสูตรคือเรื่องที่สำคัญที่สุด

จากเรื่องราวของน้องเจ ทุกคนเองก็สามารถมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จแบบนี้ได้เช่นกัน แต่ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวทั้งหมดก็คือการวางแผนที่ดี และ ความเข้าใจที่ถูกต้องครับ

บ่อยครั้งที่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ หรือเรื่องราวบางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ได้ฟังมา อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าการย้ายจากระบบไทยเพื่อที่จะไปให้ถึงมหาวิทยาลัยระดับท็อปที่อังกฤษนั้นเป็นเรื่องยาก บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่กล้ากับบางเรื่องเช่น การให้ลูกออกจากโรงเรียนเพื่อมาเรียน IGCSE แบบ Homeschool หรือการส่งลูกไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่ A-level แต่ความไม่กล้าที่เกิดขึ้นนั้น มันอาจจะเป็นแค่เพียงเพราะว่าเรายังไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้นเองครับ

เพราะฉะนั้นดีที่สุดคือการเข้ามาพูดคุยกันครับ เพื่อมาเข้าใจหลักสูตรร่วมกัน วางแผนร่วมกัน แล้วกำหนดแผนการเดินทางไปสู่เป้าหมายของเด็ก ๆ ด้วยกัน หากเข้าใจทั้งหมด ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว และจะช่วยให้เด็ก ๆ ไปถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอนครับ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเฉพาะเด็ก ๆ ที่กำลังจะจบ ม.3 เท่านั้น อยู่ชั้นไหน สถานการณ์เป็นอย่างไร เข้ามาคุยกันก่อนครับ แต่ละเคสจะมีทางออก มีแผน มีการเตรียมตัวที่ไม่เหมือนกัน

เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ทุกคนมีแผนที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง เข้ามาคุยกัน แล้วมาหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ๆ ของคุณพ่อคุณแม่นะครับ

แบ่งปันเรื่องราวนี้ :

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply