Top University ระดับโลก เขาตั้งคำถามอยู่เสมอว่า โลกของเรากำลังต้องการอะไร สังคมของเรากำลังขาดสิ่งไหน

จากนั้นเขาจึงสร้างหลักสูตรต่าง ๆ ขึ้นมาให้สอดคล้องกับความต้องการเหล่านั้น เขาไม่ได้คิดขึ้นมาเองลอย ๆ ว่าสาขาวิชานี้จะต้องสอนอะไร สาขาวิชานั้นจะต้องมีบทเรียนแบบไหน และที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่ได้โฟกัสไปที่ความรู้ หรือ Knowledge ที่ผู้เรียนต้องรู้ แต่เขาโฟกัสไปที่ทักษะ หรือ Skills ที่ผู้เรียนต้องมี เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพนั้น ๆ และไปเติมเต็มสิ่งที่โลกกำลังรอคอยอยู่และคาดหวังอยู่ได้

เมื่อสร้างหลักสูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ต้องมาคิดต่อไปว่า แล้วคนแบบไหนกัน ที่จะสามารถเข้ามาเรียนในหลักสูตรที่เขาสร้างขึ้น แล้วสามารถประสบความสำเร็จทั้งการเรียน การทำงาน และการมีชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างแท้จริง เขาจึงกำหนดเป็น “กติกา” ของ “เกมการคัดเลือก” ขึ้นมา ว่าคนแบบไหนที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ได้

ถ้าใครที่รู้กติกา แล้วเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ก็จะเป็นผู้ชนะ หลักการง่าย ๆ มีแค่นั้น

โดยภาพใหญ่นั้น มีกติกาอยู่ 2 แบบที่ต้องเล่นตามให้ได้อย่างดีที่สุด ถ้าอยากจะเข้า Top University ระดับโลกได้

กติกาแบบแรก : กติกาที่เขียนไว้อย่างชัดเจน

ในที่นี้หมายถึง Entry Requirements นั่นเอง เวลาเข้าไปในเว็บไซต์ของ Top University ทั้งหลาย เขาจะเขียนกติกาเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า เพื่อที่จะเข้ามาเรียนได้ เราจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น

  • วิชาที่ต้องเลือกเรียนในระดับ A-level หรือ IB คือวิชาอะไร
  • เกรดที่ต้องได้ในระดับ A-level หรือ IB คือเท่าไร
  • เกรดที่ต้องได้ในบางวิชาเป็นพิเศษในระดับ GCSE คือเท่าไร
  • ต้องสอบ Admissions Tests ตัวไหน
  • ต้อง Interview หรือไม่
  • ต้องส่ง Additional Assessments อะไรเพิ่มบ้าง
  • ต้องทำ Portfolio จำนวนเท่าไร
  • ฯลฯ

สิ่งที่เขียนเอาไว้ชัดเจนนี้ เป็นสิ่งที่ถ้าไม่ทำตาม ก็คือถือว่าเล่นผิดกติกา เมื่อเล่นผิดกติกา อย่าว่าแต่โอกาสชนะเลย โอกาสที่เขาจะถือว่าเราได้ลงแข่งอย่างถูกต้องยังแทบจะไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเข้า Top University นี่คืออย่างแรกที่ต้องใส่ใจ

กติกาแบบที่สอง : กติกาที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัด

บางอย่างไม่ได้ถูกเขียนออกมาตรง ๆ บางอย่างไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มี และบ่อยครั้งนี่คือสิ่งที่ตัดสินชะตาของเรา ว่าเราจะเหนือกว่าคู่แข่งคนอื่นในการสมัครเข้ามาเรียนหรือไม่ กติกาที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัด หรือความต้องการที่เขาไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ นั้น มีมากมายเกิน ยกตัวอย่างที่น่าสนใจบางประการไว้ ณ ที่นี้ เช่น

  • บางสาขาวิชาบังคับวิชา Math ใน A-level และใช้คำพูดว่า “ส่วน Further Math นั้นถ้ามีก็ดี” คำว่า “ถ้ามีก็ดี (Preferred)” นี้ จริง ๆ แล้วแปลว่า “ต้องมี” เพราะในสนามการแข่งขันนั้น เกือบทุกคนจะมีวิชานี้ การที่เราไม่มี แม้จะไม่ผิดกติกาที่เขียนไว้เป๊ะ ๆ แต่เราจะเสียเปรียบในการแข่งขันทันที และโอกาสชนะของเรานั้นก็มีน้อยลงตั้งแต่ต้น
  • สืบต่อจากตัวอย่างที่แล้ว การที่เขาให้ความสำคัญกับวิชา Math และ Further Math ใน A-level แม้เขาจะเขียนว่า เกรด Math ในระดับ GCSE จะได้แค่ 6 หรือ 7 ก็พอ นั่นย่อมไม่ใช่ความจริง ถ้าเขาให้ความสำคัญกับ Math และ Further Math แปลว่าเขาต้องอยากเห็นเราได้เกรด 9 ในวิชา Math ในระดับ GCSE และเขาน่าจะคาดหวังให้เราเรียน Further Pure Math หรือ Additional Math ใน GCSE มาแล้วเสียด้วยซ้ำ
  • สาขาวิชาที่เป็น Science มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น Medicine, Biochemistry, Biomedical Science, Material Science, Engineering, หรือพวก Pure Biology, Chemistry, Physics นั้น แม้เขาจะบอกว่าตอน GCSE เรียนเป็นแค่ Co-ordinated Science หรือ Double Award ก็พอ นั่นย่อมไม่ใช่ความจริง ถ้าเลือกได้เขาก็อยากได้คนที่เรียน Separate Science ตัวเต็มมามากกว่า
  • หรืออย่าง Oxford Cambridge ที่แม้จะไม่ได้เขียนตรง ๆ เอาไว้ในเว็บไซต์ แต่ ณ ครั้งหนึ่งที่ทางเราได้คุยกับเขา เขาก็ได้พูดถึงความสำคัญของวิชา Creative Subjects อย่าง Art and Design ในระดับ GCSE เพื่อแสดง Balance ของ Art and Science หรือ Balance ของสมองซีกขวากับซีกซ้าย นั่นก็ทำให้คนที่เลือก Creative Subjects ใน GCSE นั้นมีแต้มต่อเหนือคนอื่นขึ้นมาในทันใด
  • และสำคัญที่สุด การรู้ว่า University ที่เราจะสมัครนั้นสนใจเรื่องอะไร ให้ความสำคัญกับสิ่งไหน มีชื่อเสียงในเรื่องใด มีปรัชญาการศึกษาเป็นอย่างไร นั่นย่อมเป็นการบอกใบ้ให้เรารู้ว่า เราควรทำกิจกรรมแบบไหน มี Profile แบบใด สร้าง Evidence อย่างไร เพื่อทำให้ Application ของเราน่าสนใจที่สุด

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของ “กติการะหว่างบรรทัด” ที่ถ้าเราอ่านหรือตีความไม่ออก ก็จะทำให้เพลี่ยงพลั้งในเกมการคัดเลือกนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากเข้า Top University ได้ต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้ให้ดี

คำแนะนำสำหรับเรื่องนี้

ทันทีที่อายุ 13 ขวบ และได้ทำ Career Test แล้ว ได้รู้ว่าเก่ง รัก ชอบ ถนัด และ มีความสุขในอะไรแล้ว ได้รู้สาขาวิชาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว ต่อไปคือการดูว่า ที่ที่ดีที่สุดที่จะไปเรียนต่อในด้านนั้น ๆ ได้คือที่ไหน จากนั้นให้เริ่มศึกษากติกาทั้งที่เขียนไว้อย่างชัดเจน และ ที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดเอาไว้แต่เนิ่น ๆ แล้วเลือกทางเลือกของชีวิต เช่นการเลือกวิชาต่าง ๆ และเรื่องกิจกรรมทั้งหลายให้สอดคล้อง พร้อมลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้ครบถ้วนถูกต้องตามนั้น

เพราะถ้าหากปล่อยให้ช้าเกินไป แล้วค่อยมาใส่ใจว่ากติกาของที่ที่เราจะไปนั้นตั้งเอาไว้อย่างไรบ้าง เราอาจต้องพบกับความผิดหวังที่ย้อนกลับไปแก้ไขบางอย่างที่ทำผิดพลาดมาแล้วไม่ได้อีกต่อไป

ในทางตรงกันข้าม ถ้าศึกษาทุกอย่างไว้อย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมทันท่วงทีหลังจากที่ทำ Career Test เสร็จ ความสำเร็จในการเข้า Top University รวมถึงความสำเร็จในอาชีพการงาน และการใช้ชีวิต ก็ได้ถูกปูทางเอาไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

ขอให้ทุกคนรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง รู้กติกาของเกมที่จะเล่นเป็นอย่างดี และประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ

APSthai : The Best Education In Your Own Version