ทำไมการบอกลูกว่า “ไม่ต้องตั้งใจเรียนหรอก” ถึงนำไปสู่ความล้มเหลวของลูก ?

CategoriesarticlesTagged

แต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่สอนลูกว่าให้ตั้งใจเรียน แต่หลัง ๆ มานี้ก็เริ่มมีกระแสใหม่เกิดขึ้นในสังคม คือคุณพ่อคุณแม่บางท่านเริ่มสอนลูกว่า “ไม่ต้องตั้งใจเรียนหรอก” บ้างก็อ้างว่าชีวิตไม่ได้วัดกันที่การเรียน บ้างก็กลัวลูกเหนื่อยลูกเครียด หารู้ไม่ว่าการพูดแบบนี้ใส่ลูกทุกวันว่า “ไม่ต้องตั้งใจเรียนหรอก” กำลังจะนำไปสู่ความล้มเหลวของลูกโดยไม่รู้ตัว

จะตั้งใจเรียนไปทำไม ในเมื่อชีวิตไม่ได้วัดกันที่การเรียน ?

คุณพ่อคุณแม่บางท่าน หรือ กูรูด้านการประสบความสำเร็จบางท่าน ชอบยกตัวอย่างคลาสสิคของบุคคลสำคัญหลาย ๆ ท่านในสังคม ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้ง ๆ ที่เรียนไม่จบ หรือลาออกจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก่อนวัยที่ควรจะเป็น แล้วนำสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาเชื่อมโยงว่า การศึกษาในระบบไม่ใช่สิ่งสำคัญ และนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การตั้งใจเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ นำไปสู่ข้อความสร้างแรงบันดาลใจที่ดาษดื่นทั่วไปในสังคมว่า “ชีวิตไม่ได้วัดกันที่การเรียน”

จริงอยู่ว่าการตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่ชีวิตที่ดีงามหรือประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นอีก แต่การสอนลูกว่าไม่ต้องใจเรียนหรอกนั้น มันมักจะแฝงมาด้วยความเสียหายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นการบอกลูกว่า “ลูกไม่ต้องทำหน้าที่”

ทำไมหน้าที่ถึงเป็นเรื่องสำคัญ ?

ในวัยเรียน การเรียนคือหน้าที่ และทุกคนควรทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จึงควรตั้งใจเรียนก็คือทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้กับลูก ๆ การบอกลูก ๆ ว่า “ไม่ต้องตั้งใจเรียนหรอก” เท่ากับเป็นการสอนเขาว่า “ไม่ต้องทำหน้าที่หรอก” ซึ่งบางท่านอาจสงสัยว่าแล้วมันเสียหายอย่างไร ?

ความเสียหายก็คือ เมื่อเขาเชื่อว่าการไม่ต้องทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เมื่อเขาโตขึ้นมันก็จะลามไปสู่เรื่องอื่น เช่น เมื่อมีหน้าที่ที่จะต้องทำงาน เมื่อมีหน้าที่ที่จะต้องเป็นพลเมืองที่ดี เมื่อมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัว เมื่อมีหน้าที่ที่จะต้องทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย เมื่อถูกฝึกเสียแล้วว่า ไม่ต้องตั้งใจเรียนหรอก ไม่ต้องทำหน้าที่หรอก เขาจะเติบโตมาในลักษณะที่ว่าหน้าที่เป็นสิ่งที่ยอมหยวน ๆ กันได้ หน้าที่เป็นสิ่งที่ถูกละเลยได้ อะไรเหนื่อย อะไรหนัก อะไรไม่สบาย อย่าไปทำ ชีวิตมีอะไรมากกว่านี้เยอะ เลือกอะไรง่าย ๆ สบาย ๆ แล้วได้ดีกันดีกว่า ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ แต่เด็ก ๆ จะชอบกันนักเพราะมันรู้สึกง่ายดี

สุดท้ายคุณพ่อคุณแม่ก็จะค่อย ๆ เริ่มพัฒนาลูกของตัวเองไปสู่ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ เพราะเมื่อไม่รู้จักหน้าที่ก็แปลว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ ซึ่งเมื่อไม่รับผิดชอบ เราคงรู้กันอยู่แล้วว่า คนแบบนี้จะสามารถสร้างปัญหาอะไรในสังคมได้บ้าง เพราะคนเหล่านี้จะไม่สนใจอะไรเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเอง หรือ เรื่องของผู้อื่น สุดท้ายพอชีวิตล้มเหลวขึ้นมาก็เที่ยวโทษคนนั้นคนนี้ โทษสังคม โทษสิ่งแวดล้อม โทษบ้านเมือง โทษปัจจัยต่าง ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ แต่ไม่ได้ดูเลยว่าจริง ๆ แล้วตัวเองนั่นแหละที่ทำให้ตัวเองต้องเป็นแบบนี้

แต่เห็นบางบ้านลูกก็ตั้งใจเรียนจนเครียดเกินไป บางคนก็เอาแต่เรียน ๆ จนทำอะไรไม่เป็นนี่ ?

ก็จริงอยู่ครับ เด็กบางคนเรียนเครียดเกินไป บางคนก็ชีวิตมีแต่การเรียนจริง ๆ จนเข้าใจว่าทั้งชีวิตคือการเรียน ซึ่งนั่นก็ไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน ถามว่าแล้วถูกต้องจริง ๆ คืออะไร

เราพูดถึงเรื่องของความเครียดก่อน เด็กบางคนเครียดเพราะเอาใจไปอยู่เรื่องของผลลัพธ์ เช่น เกรดจะได้เท่าไร คะแนนจะเป็นอย่างไร จะได้ที่หนึ่งของห้องเรียนไหม หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งนั่นอาจเป็นการโฟกัสที่ผิดจุด คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนเขาได้ว่าให้เปลี่ยนจากการโฟกัสที่ผลลัพธ์ เปลี่ยนมาเป็นการโฟกัสที่ต้นเหตุ

การโฟกัสที่ต้นเหตุคือ ให้กลับมาดูตัวเองว่าทุกวันนี้เราทำเต็มที่แล้วหรือยัง ก็คือ ตั้งใจเรียนแล้วหรือยังนั่นแหละครับ ตั้งใจเรียนแล้วหรือยัง อ่านหนังสือบ้างไหม ทำการบ้านบ้างไหม เตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปเรียนบ้างไหม ไม่เข้าใจแล้วถามไหม ไม่เข้าใจแล้วค้นคว้าเพิ่มเติมบ้างไหม เหล่านี้ครับคือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้กับลูก เพราะมันคือการทำหน้าที่ของนักเรียนที่ถูกต้องและเน้นไปที่ต้นเหตุ

ให้สอนลูกครับว่าเราทำต้นเหตุให้เต็มที่ เราตั้งเป้าหมายได้ว่าเราจะเอาเกรดอะไร จะเอาที่เท่าไร แต่ให้ปล่อยวางในผลลัพธ์ เมื่อทำเต็มที่แล้วเราจบตรงนั้น เราสบายใจตรงนั้น ผลลัพธ์จะออกมาอย่างที่มันควรจะเป็น ถ้ามันจะผิดพลาดไปบ้างก็เป็นเพราะปัจจัยอื่นที่ควบคุมไม่ได้ ในสิ่งที่เราควบคุมได้คือตั้งใจเรียนและทำเหตุปัจจัยให้ดี นั่นคือหน้าที่ที่สำคัญที่ต้องทำให้ดีที่สุด

ส่วนเรื่องของการเอาแต่เรียนจนทำอะไรไม่เป็นนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนเขาให้เห็นภาพที่ใหญ่กว่านั้น ชวนเขาคุยเรื่องอนาคตครับ คำถามคลาสสิคสุด ๆ ก็คือ โตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากมีชีวิตแบบไหน อยากมีประโยชน์ต่อสังคมต่อโลกใบนี้อย่างไร สมมติเขาบอกว่า เขาอยากเป็นนักธุรกิจ ลองถามเขาต่อว่าธุรกิจอะไร แล้วลองเชื่อมโยงกลับมาให้เขาเห็นประโยชน์ว่าสิ่งที่เขากำลังเรียนอยู่จะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง จะได้ทักษะ (Skill) อะไรบ้างที่จะพัฒนาเขาไปสู่จุดนั้นได้ ชี้ให้เขาเห็นเรื่องของทักษะมากกว่าความรู้นะครับ ความรู้บางอย่างอาจไม่ได้ใช้ แต่ทักษะจะติดตัวเขาไปในอนาคต ซึ่งการเรียนให้เต็มที่นั้นจะได้ทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญมากมาย และนอกจากนี้ ให้คุยกับเขาเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากสิ่งที่เขาเรียนอยู่ในห้องเรียน เขาควรหาความรู้ หาประสบการณ์เพิ่มอย่างไรบ้าง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด เพราะการเรียนรู้อีกมากมายครับที่รอเขาอยู่ที่นอกห้องเรียนนั้น

การชวนลูกคุยในลักษณะนี้จะทำให้เขาเริ่มมองเห็นภาพใหญ่ว่า การมีชีวิตที่ดีงามและประสบความสำเร็จนั้น การตั้งใจเรียนจะเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันจะพัฒนาทักษะของเขาในหลาย ๆ ด้าน แต่มันจะยังไม่ใช่ทั้งหมด เขาจะเริ่มเห็นว่าการศึกษาในระบบยังขาดอะไร และเขาจะต้องหาเพิ่มจากที่ไหน ถ้าภาพเขาชัดพอว่าเขาจะไปทำอะไรในวันข้างหน้า นั่นแหละครับที่จะทำให้เขาเริ่มตั้งใจเรียนอย่างมีเหตุผล แต่ก็ไม่หมกมุ่นกับการเรียน ใช้การเรียนเป็นสะพาน เป็นบันได และหยิบนู่นจับนี่จากภายนอกมาเชื่อมโยง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ในอนาคตในที่สุด

เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่อย่าพูดกับลูกว่า​ “ไม่ต้องตั้งใจเรียนหรอก” เลยนะครับ เพราะเขาจะล้มเหลวด้วยการเป็นคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ เปลี่ยนมาคุยกับเขาแบบนี้กันเถอะครับ

ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำหน้าที่ทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่อะไรก็จะทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ทำต้นเหตุให้ดี ปล่อยวางในผลลัพธ์ คิดถึงอนาคตเอาไว้ว่า เราจะมีชีวิตที่ดีงามอย่างไร จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อโลกใบนี้อย่างไร”

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply