โค้งสุดท้าย เลือกคอร์สและมหาวิทยาลัยที่ใช่ ในอังกฤษ

CategoriesarticlesTagged , , , , ,

ใครกำลังจะขึ้น Year 13 และมีเป้าหมายจะเลือกมหาวิทยาลัยในอังกฤษ อีกไม่นานต้องส่ง UCAS Application กันแล้วนะครับ อย่าลืมว่า Deadline คือ

  • 15 October สำหรับทุกคอร์สใน Oxford และ Cambridge รวมถึงคอร์ส Medicine, Dentistry, และ Veterinary Medicine ในทุก ๆ มหาวิทยาลัย
  • 15 January สำหรับนอกเหนือจากอันที่ Deadline คือ 15 October

ซึ่งการพิจารณา Application นั้นใครสมัครก่อนอาจได้รับพิจารณาก่อน เพราะฉะนั้น รีบเตรียมให้พร้อมแล้วส่ง UCAS Application กันเนิ่น ๆ ไม่ว่าจะมี Deadline เป็น 15 October หรือ 15 January ก็ตามครับ

คำถามสำคัญสำหรับคนที่กำลังจะขึ้น Year 13 ก็คือ เลือกได้หรือยังว่า 5 ตัวเลือกใน UCAS Application ของเราจะเลือกอะไรกันบ้าง คำถามนี้ควรตอบได้ตั้งแต่ขึ้น Year 12 ใหม่ ๆ เพราะจะได้มีเวลาในการเตรียม profile ให้เหมาะสมกับที่ที่จะเลือก (ใครกำลังจะขึ้น Year 12 อ่านมาถึงตรงนี้ รีบหาคำตอบให้ได้โดยด่วนครับ)

แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ไม่เป็นไรครับ มาดูกันว่าโค้งสุดท้ายนี้ จะเลือกคอร์สและมหาวิทยาลัยที่ใช่ที่สุด สำหรับตัวเราเองได้อย่างไร

การเลือกคอร์สที่เหมาะกับตัวเราที่สุด

นอกเหนือจากการทำ Career Test ที่เป็นหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับคอร์สที่เหมาะสมกับเราแล้ว ให้เราคิดว่าคอร์สไหน สาขาวิชาไหน ที่เราคิดว่าเราอยู่กับมันได้แน่ ๆ ตลอด 3 – 6 ปี (แล้วแต่ประเภท) อะไรที่เราสนใจมาก ๆ หายใจเข้าออกก็อยากทำเรื่องนี้ที่สุด นั่นแหละครับที่ควรเลือก

ถ้าใครกำลังจะขึ้น Year 13 แล้วยังตอบไม่ได้ ให้รีบหาที่ปรึกษา รีบค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม อย่าเลือกไปมั่ว ๆ ถ้ายังไม่ได้ทำ Career Test ก็รีบทำ ทำแล้วรีบสำรวจตัวเอง ว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาชอบทำอะไร หมกมุ่นอยู่กับเรื่องอะไร มีความสุขกับเรื่องอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ครับ

อีกอย่างหนึ่ง ให้ดูด้วยว่าเราต้องการคอร์สแบบไหน เพราะปริญญาตรีที่อังกฤษนั้น ใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกันไป เราอาจได้ยินมาว่าปริญญาตรีที่อังกฤษใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่จริง ๆ แล้วมีอีกหลายแบบ เช่น

  • บางคอร์สเป็น 4 ปี คือเรียนปริญญาตรี 3 ปี ต่อปริญญาโท 1 ปี
  • ในขณะที่บางคอร์สเป็น 4 ปี คือเรียน 3 ปี บวกกับฝึกงาน 1 ปี
  • นอกจากนี้ ยังมีบางคอร์สเป็น 4 ปี แบบระบบเลือก Major หรือ Minor ได้ เช่นหลาย ๆ มหาวิทยาลัยใน Scotland
  • แถมยังมี คอร์สเป็น 4 ปี คือเรียนในอังกฤษ 3 ปี ผสมกับเรียนที่ต่างประเทศ 1 ปี
  • สุดท้ายคอร์สเป็น 5 ปี คือปริญญาตรี 3 ปี บวกฝึกงาน 1 ปี และปริญญาโทอีก 1 ปี

ดูให้ดี ๆ ว่าเราอยากได้แบบไหน เมื่อเลือกได้แล้วว่าอยากได้คอร์สแบบไหน ต่อไปก็คือเลือกว่าจะไปเรียนที่ไหน

การเลือกมหาวิทยาลัยที่ใช่ที่สุด

เริ่มแรกให้ดู Ranking ของมหาวิทยาลัยก่อน โดยสามารถอ้างอิงได้จากเว็บไซต์ของ The Complete University Guide ซึ่งให้เลือกดูตามสาขาวิชานะครับ เช่น ถ้าจะเรียน Engineering ก็ให้ดู Ranking ของ Engineering อย่าดูเป็น Ranking รวมครับ อย่างตัวอย่างข้างล่างนี้ คือ สาขาวิชา Electrical and Electronic Engineering

ranking
ที่มา : The Complete University Guide – Electrical and Electronic Engineering

แน่นอนว่า Ranking ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยมันก็บอกบางอย่างเราได้ เช่น

  • มหาวิทยาลัยที่มี Student Satisfaction สูง มักจะหมายถึงมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีที่ดีและเป็นที่ชื่นชอบของนักเรียน (ซึ่งคนที่จะสมัคร UCAS ควรดูตัวนี้เป็นหลัก)
  • มหาวิทยาลัยที่มี Research Quality ที่ดี มักจะหมายถึงที่ที่มีความโดนเด่นด้านการทำวิจัย ซึ่งเหมาะกับคอร์สที่เราจะเรียนแบบปริญญาตรีต่อปริญญาโทมาก ๆ
  • และที่สำคัญที่สุด Ranking จะทำให้เราเห็นภาพรวมกว้าง ๆ ว่ามีที่ไหนบ้างที่เราสามารถเลือกคอร์สที่เราต้องการได้

และไม่ใช่แค่เรื่องของ Ranking เมืองที่เราจะไปเรียนต่อก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเราต้องอยู่ที่นั่นหลายปี แนะนำให้หาข้อมูลเรื่องอัตราการเกิดอาชญากรรม รวมถึงเรื่องของค่าครองชีพไว้ด้วย ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากเว็บไซต์อย่างเช่น Numbeo ครับ อย่างเช่นตัวอย่างข้างล่างนี้ คือการเปรียบเทียบเรื่องของอาชญากรรมในเมือง Birmingham กับเมือง Cambridge ครับ

numbeo
ที่มา : Numbeo – Crime Comparsion Between Birmingham and Cambridge

เมื่อได้ชื่อมหาวิทยาลัยคร่าว ๆ ที่น่าสนใจที่เปิดสอนในคอร์สที่เราต้องการ และอยู่ในเมืองที่เรามองว่าเหมาะสมแล้ว ต่อไปเป็นขั้นตอนการเลือกว่าคอร์สกับมหาวิทยาลัยไหนที่น่าสนใจที่สุดครับ

เจาะลึกคอร์สและมหาวิทยาลัยที่เราจะเลือก

เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะได้คอร์สที่เหมาะกับเราที่สุด ในที่ที่ใช่ที่สุด เราต้องรู้ว่าเราจะไปเรียนอะไร เราเหมาะกับที่นี่ไหม และที่นี่เขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ให้ทำ 3 ขั้นตอนนี้ครับ

ขั้นตอนแรก อ่าน Course Syllabus

เอาชื่อคอร์สกับมหาวิทยาลัยที่เราเลือกแล้วจากขั้นตอนก่อนหน้านี้ ไปดูในเว็บไซต์ของเขาว่า Course Syllabus เขาเป็นอย่างไร แต่ละปีเรียนอะไร มีวิชาหลัก วิชาเลือกอย่างไรบ้าง อย่าเดาเอาจากชื่อคอร์สเด็ดขาดว่า ชื่อคอร์สแบบนี้แล้วจะได้เรียนอะไรบ้าง เพราะชื่อคอร์สไม่ได้บอกทุกอย่าง

อ่าน Course Syllabus แล้วดูว่า ถ้าต้องเข้าไปเรียนที่นี่หลาย ๆ ปีจนกระทั่งเรียนจบ เราจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือไม่

ขั้นตอนที่สอง ตรวจสอบ Entry Requirement

ถ้าคอร์สนี้ใช่เราแน่ ๆ แล้วให้ตรวจสอบ Entry Requirement ว่าถ้าจะเข้าไปเรียนได้ต้องได้เกรดเท่าไร ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง สิ่งที่ควรจะต้องตรวจสอบคือ

  • เกรด A-level หรือ IB ที่ต้องได้ เพื่ออย่างน้อย Predicted Grade ที่โรงเรียนจะให้เราต้องได้อย่างต่ำตามนี้ ไม่งั้นเราอาจหมดสิทธิ์ในการเลือกคอร์สนี้ได้
  • เกรด IGCSE ที่ต้องมี บางคอร์สที่แข่งขันกันสูงจะกำหนดเงื่อนไขของ IGCSE บางอย่างไว้ ให้ตรวจสอบดี ๆ
  • การสอบ Admissions Tests ที่นอกเหนือจากการสอบ A-level หรือ IB ตามปกติมีหรือไม่ ต้องสอบข้อสอบอะไร สมัครสอบเมื่อไร เตรียมอย่างไร บางคนพลาดจากคอร์สที่ต้องการเพราะลืมตรวจสอบตรงนี้ และไม่ทันได้เตรียมตัว น่าเสียดายมาก ๆ
  • การ Interview หรือการส่ง Portfolio มีหรือไม่ มีเมื่อไร ต้องเตรียมอย่างไร เรื่องนี้ต้องไม่พลาด
  • มี Application Form อื่นอีกไหมนอกจาก UCAS ที่ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่น Cambridge มีต้องส่ง COPA กับ SAQ ซึ่งถ้าลืมเรื่องนี้ก็หมดสิทธิ์ไปเลย
  • คะแนนสอบภาษาอังกฤษ อย่าง IELTS หรือ IGCSE ต้องใช้เท่าไร ต้องยื่นเมื่อไร บางปีมีคนที่เกณฑ์ทุกอย่างผ่านหมดแต่ตกม้าตายตรงนี้ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

และแน่นอนว่าอาจจะไม่ได้มีแค่นี้ที่ต้องตรวจสอบ อ่านให้ละเอียด และอย่าหลงลืมอะไรไปนะครับ

ขั้นตอนที่สาม Character ของมหาวิทยาลัย

เมื่อเราอ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยในส่วนต่าง ๆ เราจะเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าคอร์สนี้ของมหาวิทยาลัยนี้เขามี Character แบบไหน สนใจเรื่องอะไร งานวิจัยเป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องการคนแบบไหน และเราสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการเขียน Personal Statement และเตรียม Reference ร่วมกับคุณครูให้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น คอร์ส Economics ที่ LSE เน้นหนักเรื่องของ Mathematics ถ้าสมมติว่าเราไปเขียน Personal Statement โดยไม่เน้นเรื่องของ Mathematics เลย เขาก็จะเห็นว่าเราไม่ได้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเรียนที่เขาก็ได้

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง คำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้เสมอ จะสมัครที่ไหนก็ต้องรู้ว่าที่นั่นเขาเป็นอย่างไรนะครับ

สุดท้าย … การเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ คือดีที่สุด

ใครที่กำลังจะขึ้น Year 13 แล้วยังไม่ได้ทำสิ่งที่เล่ามาตั้งแต่ต้น อ่านเสร็จแล้วรีบไปทำเลยนะครับ เดี๋ยวจะไม่ทันการ ส่วนใครที่กำลังจะขึ้น Year อื่น ๆ ที่ต่ำกว่านั้น อะไรเริ่มทำวันนี้ได้คือรีบทำนะครับ อย่างน้อย

  • ใครกำลังจะขึ้น Year 12 ต้องตอบให้ได้แล้วว่าจะเลือกคอร์สไหนของมหาวิทยาลัยไหนบ้าง เพราะจะได้รู้ว่า Entry Requirement เป็นอย่างไร ต้องสอบ Admissions Tests อะไรบ้าง ต้องเขียน Personal Statement อย่างไร ต้องไป Summer Course หรือฝึกงานทำ Work Experience ที่ไหนเพิ่มหรือไม่ ของเหล่านี้ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด ขึ้น Year 12 แล้วจัดเต็มเลยนะครับ
  • สำหรับคนที่กำลังจะขึ้น Year 11 ตั้งเป้าเลยว่าเปิดเทอมเมื่อไรจะรีบมองหา Summer Course ดี ๆ และที่ฝึกงานทำ Work Experience ดี ๆ ที่จะไปทำในช่วง Summer ก่อนขึ้น Year 12 เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับตัวเองยิ่งขึ้นว่าจะเรียนอะไร
  • ส่วนใครกำลังจะขึ้น Year 10 ลองเริ่มเอา Course Syllabus ของคอร์สที่สนใจมาศึกษาล่วงหน้า จะได้รู้ว่าสิ่งที่เราสงสัยว่าจะอยากเรียนจริงหรือไม่นั้นเป็นอย่างไรกัน จะได้เริ่มเตรียม profile บางอย่างได้เนิ่น ๆ ครับ
  • และใครกำลังจะขึ้น Year 9 ถ้ายังไม่ได้ทำ Career Test รีบทำด่วน ๆ นะครับ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางทั้งหมดไปสู่เป้าหมายครับ

เกิดมาทั้งที เลือกเรียนในสิ่งที่ใช่ ในที่ที่ดีที่สุดนะครับ และถ้าอยากแน่ใจว่าทุกอย่างจะถูกต้องจริง ๆ ก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วก็จะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจครับ

About the author

ตอนเด็ก ๆ ชอบเรียนเลขมาก จนไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลย แต่ระบบบ้านเรามันไม่ตอบโจทย์ เราไม่มีอิสระเสรีที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ พอได้มาเป็นครู ได้มาเจอหลักสูตรอังกฤษ ที่เด็ก ๆ เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างแท้จริง จึงอินมาก ๆ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้สนับสนุนลูก ๆ ให้ได้เลือกทางเดินของตัวเอง อย่างมีแผน และ อย่างถูกต้อง

Leave a Reply