ใครที่จะเข้า University ใน UK ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป (ใครที่เปิดเทอม Year 13 ตอนเดือน August-September 2025) จะต้องเขียน Personal Statement แบบใหม่ ซึ่งเปลี่ยนจากการเขียนเป็น Essay เรื่องเดียวความยาวไม่เกิน 4,000 ตัวอักษร ไปเป็นการตอบคำถาม 3 ข้อแทน ซึ่งคำถาม 3 ข้อนั้นได้แก่

  1. Why do you want to study this course or subject?
  2. How have your qualifications and studies helped you to prepare for this course or subject?
  3. What else have you done to prepare outside of education, and why are these experiences useful?

โดยที่คำตอบของทั้ง 3 ข้อนั้น จะต้องยาวรวมกันไม่เกิน 4,000 ตัวอักษรเหมือนเดิม ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า สำหรับ Personal Statement แบบใหม่นี้ เขียนอย่างไรถึงจะโดนใจคนอ่านอย่าง Top Universities ใน UK ทั้งหลายกัน

เข้าใจก่อนว่า Top Universities ใน UK มองหาอะไร

Top Universities ใน UK มีเป้าหมายในการใช้ Knowledge ในสาขาวิชาต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการพัฒนา Skills ทุก ๆ ด้านที่จำเป็นกับการประสบความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนที่เข้าไปเรียนให้ถึงระดับสูงสุด โดยเขามีความเชื่อว่า การที่คน ๆ หนึ่งจะสามารถพัฒนาตัวเองในลักษณะนี้ได้นั้น คน ๆ นั้นจะต้องเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเอง Born to be เป็น Passion สูงสุด และตรงกับ Life Purpose หลัก ๆ ของชีวิต

เพราะฉะนั้น Personal Statement จากคำถามทั้ง 3 ข้อรวมกันนั้น จะต้องแสดงได้ว่า เราเป็นคนที่ Born to be ในสิ่งที่เลือก มี Passion สูงสุดในสิ่งที่เลือก และมี Life Purpose ที่เกี่ยวข้องในสิ่งที่เลือกอย่างไรบ้าง จึงจะทำให้โดนใจ Top Universities ใน UK ทั้งหลายได้

เขียนอย่างไรให้โดนใจ

เพื่อจะพิสูจน์ตัวเองให้ Top Universities ใน UK เห็นว่าเรา Born to be มี Passion สูงสุด และมี Life Purpose ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะเลือกเรียนจริง ๆ เราจะต้องสามารถเล่าให้เขาเห็นได้ว่า เราไปทำอะไรมาบ้าง เรามีประสบการณ์ชีวิตอย่างไรบ้าง และสิ่งเหล่านั้นมันได้แสดงออกซึ่ง Skills ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะเลือกเรียนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น หัวใจสำคัญคือการเล่าเรื่องให้ดี และเข้าใจใน Skills แต่ละตัวอย่างแท้จริง

การเล่าเรื่องให้ดีนั้น จะไม่ใช่แค่การบอกว่า ตัวเองมี Skills อะไรบ้าง แต่จะต้องเล่าถึงสิ่งที่ตัวเองไปทำมา แล้วสิ่งนั้นจะต้องสามารถสะท้อน Skills ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องออกมาได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง Skills นั้นโดยตรง ซึ่งเราเรียกว่าหลักการนี้ว่า Show, Don’t tell การเล่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นการแสดงให้เห็น ให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่ใช่แค่การบอกเล่าตรง ๆ ทั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ Skills ต่าง ๆ เราถึงจะสามารถหยิบเหตุการณ์ที่สอดคล้องจริง ๆ มาเล่าได้ การไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของ Skills ทั้งหลาย แล้วหยิบยกเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องมาเล่านั้น จะทำให้ Personal Statement ของเรามีน้ำหนักน้อยลง และเป็นที่น่าสนใจน้อยลงไปด้วย

สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ Top Universities ใน UK นั้น มองหาคนที่ Teachable กล่าวคือ ยังไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว เปิดใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น คนที่มีคุณสมบัติที่ดีพร้อมมากมาย แถมยังแสดงถึงความถ่อมตัว (Humble) พร้อมเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด จะเป็นคนที่ Top Universities ใน UK เขามองหาอย่างแท้จริง

จริง ๆ แล้วมันก็คือการเขียน Essay แบบเดิม แค่แบ่งคำตอบเป็น 3 ส่วน

ในมุมมองของ Top Universities หลาย ๆ ที่นั้น ก็ให้ความเห็นที่คล้ายกันว่า Personal Statement แบบใหม่นี้ ก็คล้าย ๆ ของเดิม เพียงแต่ว่าแทนที่จะเขียนเป็น Essay 1 เรื่อง ก็แตกเป็น Essay ย่อย ๆ 3 เรื่อง แทนที่จะเขียนตามใจชอบ ก็เขียนแบบมีคำถามชี้นำ ซึ่งจริง ๆ แล้วง่ายขึ้นกว่าเดิมในแง่ของการเขียนตอบให้ตรงประเด็นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับการตอบคำถามแต่ละข้อนั้น ก็มีสิ่งที่ควรจะให้ความสนใจดังต่อไปนี้

  1. Why do you want to study this course or subject? เปรียบเสมือน Introduction ของ Personal Statement แบบเดิม เราจะต้องทำให้เขาเชื่อเราตั้งแต่ประโยคแรก ๆ ว่าเรา Born to be ในสิ่งนี้จริง ๆ เรามี Passion สูงสุดในสิ่งนี้จริง ๆ และเรามี Life Purpose หลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้จริง ๆ เพราะฉะนั้น ในคำถามข้อแรกนี้ เราจะต้องแสดงถึงแรงบันดาลใจ ที่มาที่ไป สิ่งที่ได้ลงมือทำ ที่เป็นตัวจุดประกายให้เราสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมา รวมไปถึงเป้าหมายในอนาคตของสิ่งที่อยากจะทำด้วย
  2. How have your qualifications and studies helped you to prepare for this course or subject? สำหรับข้อที่ 2 นี้ คำตอบจะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ Qualifications หมายถึงสิ่งที่เรียนตามหลักสูตร เช่น A-level หรือ IB เราจะต้องยกหัวข้อหรือประเด็นที่น่าสนใจจากสิ่งที่เราเรียนขึ้นมาเล่าว่าเราทำอะไรกับมันบ้าง ได้พัฒนา Skills อะไรไปบ้าง ส่วนที่สองคือ Studies อันนี้จะเป็นส่วนหลัก ๆ ที่เราพูดถึง Super-curricular Activities ที่เราทำนอกเหนือไปจากการเรียนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น Reading, Research, Project, Competition, Short Course, Summer School, Work Experience ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจที่จะเรียนโดยตรง โดยการเล่าเรื่องนี้จะต้องใช้หลักการ Show, Don’t tell และสะท้อน Skills ที่เกี่ยวข้องออกมาอย่างถูกต้องให้ได้มากที่สุด
  3. What else have you done to prepare outside of education, and why are these experiences useful? ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ Outside of education คือแปลว่าอยู่นอกเหนือไปจากสิ่งที่อยู่ในข้อ 2 เพราะฉะนั้น มันจะไม่ใช่การพูดถึง Super-curricular Activities อย่างในข้อ 2 แต่จะเป็นการพูดถึง Extra-curricular Activities อื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ และประกอบไปด้วย Skills ที่จำเป็นกับชีวิตมหาวิทยาลัยและการประสบความสำเร็จในชีวิต

หากเราเขียน Personal Statement แบบใหม่นี้ได้ดี ตอบคำถามทั้ง 3 ข้อได้อย่างตรงประเด็น เล่าเรื่องได้น่าสนใจ และเป็นเรื่องราวที่แสดง Skills ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นออกมาได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง เราก็จะเป็นหนึ่งในคนที่ Top Universities ใน UK ให้ความสนใจ และมีโอกาสจะได้ Offer เพื่อเข้าไปเรียนมากขึ้น และที่สำคัญ อย่าลืมว่าการเขียน Personal Statement นั้น เป็นแค่ปลายทาง ต้นทางคือเราต้องเลือกเรียนในสิ่งที่เรา Born to be เป็น Passion สูงสุด และตรงกับ Life Purpose หลัก ๆ ในชีวิต และลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้าง Skills ที่เกี่ยวข้องให้ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วการเขียน Personal Statement ให้โดนใจนั้น ก็จะไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดเลย

หวังว่าแนวทางในบทความนี้จะช่วยให้คนที่กำลังจะต้องเขียน Personal Statement แบบใหม่ สามารถเขียนได้อย่างที่ตั้งใจ แต่หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม วางแผน และหาคนช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ Line @krutoo และ Line @apsthai ได้เลยครับ

For The Best Education In Your Own Version