การเรียนในระดับที่สูงขึ้น ความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้น เนื้อหาที่เรียนก็ยิ่งลึกมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการเรียนในหลักสูตรอังกฤษที่เน้นให้ผู้เรียนค้นหาตัวเองให้เจอและไปสู่สิ่งที่ตัวเองนั้น Born to be เมื่ออยู่ในระดับ IGCSE หลักสูตรจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนให้ครอบคลุมกับความสามารถของตัวเอง เพื่อเลือกสิ่งที่ใช่ตัวเองมากที่สุดในช่วง Year 12 และ 13 ซึ่งก็คือ A-Level แต่หลายคนยังไม่เข้าใจว่าการเรียนในระดับ A-Level มีความลึกและมีสิ่งที่ต้องทำเพื่อเตรียมตัวขึ้นมหาวิทยาลัยอีกหลายอย่าง โดย 3 สิ่งที่คนมักเข้าใจผิด เกี่ยวกับการเรียน A-Level ก็คือ

1.เลือกวิชาไหนก็ได้

การเรียนในระดับ A-Level มีความลึกและเน้นความเฉพาะด้านมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ในระดับมหาวิทยาลัย เราต้องมั่นใจแล้วว่าคณะที่เราอยากเข้า คอร์สที่เราอยากเรียนนั้นต้อง ‘เลือก’ วิชาไหนบ้าง ถ้าเราเลือกผิด ก็เป็นไปได้ว่าเราจะไม่สามารถเลือกเรียนคอร์สนั้นได้ หรืออาจจะต้องเลือกเรียนคอร์สอื่น มหาวิทยาลัยอื่นที่สามารถใช้วิชาที่เราเลือกมาได้ เพราะฉะนั้นเราต้องพิถีพิถันในการเลือกวิชาตั้งแต่ก่อนขึ้น Year 12 โดยเรียนให้ครอบคลุมและทำกิจกรรมที่สามารถตอบตัวเองได้แล้วว่าเราต้องการเรียนอะไรให้ได้ก่อนขึ้น Year 12 และที่สำคัญก็คือถ้าเราเลือกวิชาผิดแล้ว การเรียน A-Level นั้นลึกมาก ต้องอาศัยความถนัดและความชอบประกอบด้วย หากเลือกไปแล้วไม่ถนัดและไม่ชอบ ก็ส่งผลให้ทำเกรดได้ไม่ดีและอาจจะไม่สามารถใช้เพื่อยื่นสมัครที่ไหนได้เลย เราจึงไม่สามารถเลือกวิชาไหนก็ได้

2. ทำเกรดให้ดีอย่างเดียวก็พอ

อย่างที่พูดอยู่เสมอว่าการเรียนในหลักสูตรอังกฤษ ไม่ได้สนใจแค่เพียงความสามารถทางด้านวิชาการ แต่เราต้องรู้ด้วยว่าเรานั้น Born to be อะไร เพราะนอกจากทางมหาวิทยาลัยจะขอดูผลการเรียนไม่ว่าจะในระดับ IGCSE หรือ A-Level แล้วยังขอให้เราเขียน Personal Statement ที่แสดงคณะกรรมการดูว่าเรานั้นมีความเหมาะสมกับสิ่งที่เรียนและ Born to be กับคอร์สนี้จริง ๆ หรือไม่ อีกทั้งในบางมหาวิทยาลัยสัมภาษณ์ผู้สมัครด้วย เพื่อเป็นการการันตีอีกครั้งว่าเหมาะสมกับคอร์สนี้และมหาวิทยาลัยนี้จริง ๆ เพราะฉะนั้นตัวผู้เรียนควรคำนึงไว้เลยว่า เรื่องเรียนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าทางมหาวิทยาลัยก็ต้องการมั่นใจจริง ๆ ด้วยว่าเราเหมาะสมกับคอร์สนี้ด้วย เราควรทำโปรไฟล์ในด้าน Born to be ให้ชัดเจนมากพอด้วยค่ะ

3. เริ่มคิดเรื่อง Personal Statement ตอน Year 13 ก็ได้

การเขียน Personal Statement ให้ดีนั้นต้องใช้เวลา และต้องผ่านการลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะได้ฉบับที่ดีที่สุดและแสดงความเป็นตัวเรามากที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จอย่างมามักจะเริ่มค้นหาตัวเองกันตั้งแต่ในระดับ IGCSE โดยผ่านการทำกิจกรรม Super-Curricular เช่น ไปเรียน Summer Work-Experience ไปเข้าร่วมสัมมนาหรือทำกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความ Born to be และเมื่อมีประสบการณ์มากพอแล้ว ก็จะเริ่มเขียนกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อมีเวลาปรับแก้และเสริมเติมให้ Profile ของตัวเองนั้นดีและเหมาะสมมากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้ามาเริ่มเขียนตอน Year 13 อาจจะเสร็จทัน แต่ไม่ใช่ฉบับที่พร้อมที่สุดแน่นอน เพราะไม่มีเวลามากพอในการลองผิดลองถูก อีกทั้งในการสมัครมหาวิทยาลัยที่อังกฤษนั้น Deadline ของด้าน Medicine และ Top University คือเดือนตุลาคม ถ้า Personal Statement เรายังไม่พร้อมสมบูรณ์ ก็อาจจะทำให้เราพลาดมหาวิทยาลัยที่ดี ๆ ไปได้ ขอให้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ทำให้เรามีความพร้อมมากที่สุดค่ะ

การวางแผนที่ดีจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต หากรู้ตัวแล้วว่าตัวเองถนัดอะไรไม่ถนัดอะไร ก็ขอให้มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายของตัวเองโดยเร็วที่สุด แต่หากไม่รู้ว่าจะวางแผนการเรียนเพื่อให้ไปถึงปลายทางที่ตั้งใจไว้อย่างไร ให้ทาง APSthai ช่วยได้ค่ะ