- จัดสรรเวลาให้เหมาะสม
เมื่อได้เรียนที่ประเทศอังกฤษ การได้เที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ คงเป็นสวรรค์สำหรับทุกคน แต่ถ้าเที่ยวมากจนเกินไป จนไม่มีทบทวนบทเรียน เมื่อถึงเวลาสอบแล้วสอบไม่ได้ ก็อาจจะร้ายแรงจนถึงขั้นโดนไล่ออกและไม่สามารถเรียนต่อได้อีกเลย เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ตารางเรียนของตัวเองแล้ว เราควรจัดตารางชีวิตในแต่ละสัปดาห์ให้ดี ไม่ให้ตึงจนเกินไปจนกดดันตัวเอง ให้ได้มีโอกาสไปผ่อนคลายตัวเองบ้าง แต่เรื่องเรียนก็ห้ามพลาด เช่น เมื่ออ่านเนื้อหาจบแล้วก็ให้เวลาพักตัวเอง และเมื่อรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแล้วก็กลับไปทำแบบฝึกหัดต่อ เวลาส่วนใหญ่ที่ใช้ในขณะที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยใน UK คือการอ่านหนังสือเพื่อให้ทันเนื้อหาและใช้เพื่อนทำงานวิจัยของตัวเอง ไม่ได้แนะนำให้อ่านจนไม่มีเวลาเที่ยว แต่ให้แบ่งเวลาในการอ่านให้ดี มีเวลาไปทำกิจกรรมที่น่าสนใจที่เอื้อต่อสายอาชีพที่เราอยากจะไปต่อด้วย เช่น ไปฝึกงานตามบริษัทต่าง ๆ หรือไปเข้าสัมมนาที่น่าสนใจ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการอ่านควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
2. เข้าใจตัวเองก่อนว่าเป็นผู้เรียนแบบไหน
ก่อนอื่นเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเราเรียนรู้ได้ดีด้วยวิธีไหน เพราะถ้าเราได้เรียนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับเราที่สุด ต่อให้เนื้อหายาก แต่เราก็จะเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น โดย Learning styles ที่พบเห็นได้ง่าย ประกอบไปด้วย
- ผู้เรียนแบบ solitary หรือ social
โดย Solitary คือผู้เรียนที่ถนัดจะทำงานคนเดียว คิดคนเดียวแต่ social คือคนที่ถนัดทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้แล้วว่าเราเป็นคนแบบไหน เวลาอ่านหนังสือหรือทำงานเราจะได้รู้ว่าตัวเองนั้นควรทำอย่างไร
- ผู้เรียนแบบ visual หรือ verbal
ผู้เรียนที่เป็น visual จะมองทุกอย่างเป็นภาพ เพราะฉะนั้นเวลารับข้อมูลมาจะเปลี่ยนเป็นภาพในหัวทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ควรเปลี่ยนวิธีการอ่านจากแค่มองเห็นเป็นตัวหนังสือเท่านั้น เป็นวาดเป็นแผนภาพหรือ mind map ในหัวแทน หรือในบางทีอาจจะใช้ภาพช่วยด้วยก็ได้ ส่วนผู้เรียนที่เป็น verbal จะชอบการอ่าน ในบางทีอ่านออกเสียงให้ดัง หรือมีการใช้ flashcard ร่วมด้วย ก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มากขึ้น
- ผู้เรียนแบบ aural
ผู้เรียนแบบ aural คือคนที่ชอบการฟังเป็นชีวิตจิตใจ จะเห็นได้ว่าบางคนจะเปิดเพลงไปด้วยในขณะที่อ่านหนังสือ หรือจะจำได้ดีผ่านการฟังคำอธิบายจากผู้อื่น เมื่อรู้แล้วว่าเป็นผู้เรียนแบบ aural ก็ควรจะเข้าฟังคาบเรียนอย่างสม่ำเสมอ หรือถ้าสามารถอ่านหนังสือร่วมกับเพื่อนได้ ก็ควรให้เพื่อนช่วยพูดให้ฟัง ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจเนื้อหามากขึ้น
โดยการรู้จักตัวเองตั้งแต่ในช่วง IGCSE หรือ A-Level จึงมีความสำคัญมาก เราจึงแนะนำให้เรียนในโรงเรียนที่ดีที่ช่วยให้เราค้นหาตัวเองให้เจอ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือทำ Career Test เพื่อที่เราจะได้ไม่หลงทางด้วย
3. เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ
การเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราตั้งใจอยู่ตลอด เมื่อไม่เข้าใจในส่วนไหนก็สามารถถามอาจารย์ได้เลย อีกทั้งการเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอยังบอกได้อีกว่าเรามีความตั้งใจที่แน่วแน่ที่อยากจะเรียนและมาแลกเปลี่ยนความรู้ในห้องเรียน เมื่อมีสอบหรือกิจกรรมอะไรที่พิเศษเราก็สามารถตามได้ทัน เมื่อเกิดปัญหาอะไรอาจารย์ก็สามารถช่วยเหลือเราได้ทันที เพราะการเรียนที่ประเทศอังกฤษ นอกจากเรื่องเรียนที่ลึกมากขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิต การปรับตัวด้วย อีกทั้งถ้าเราไม่เข้าเรียน เราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่สอนแค่เฉพาะในห้องเรียนและไม่สามารถอ่านได้ที่ไหน และสิ่งที่อาจารย์สอนในห้องเรียนนั้นก็มักจะออกสอบ การเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ การเข้าเรียนมีความสำคัญมาก ไม่ใช่ในเรื่องของจำนวนชั่วโมงที่เข้า แต่เป็นความรู้ที่จะได้จากการเข้าเรียน หรือไปเข้าร่วมชมรมที่มีประโยชน์ รวมไปถึงให้ตัวเองมีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราอยากเรียนอยู่ตลอดเวลาด้วย
